Title: Why I Know how to love Hulk? (HBD Hulk Fiction)

Fandom: The Avengers [2012]

Pairing: Bruce Banner/Hulk x Clint Barton/Hawkeye

Rate: PG-13

Author: Rima

Warning: There is Yaoi Fiction. If you can't stand it so, please... Click the red cross button over this blog and leave out.

Before reading: Happy Birthday to " Hulk " ... Smash your delicious Green Cake !!!!!

 


 

----------------------------------------------------------

 

 

 

 

คลินท์ บาร์ตัน ก้มลงมองในมือของตนเองที่ถือกล่องกระดาษทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสใบย่อมที่ถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษสีเขียวสด ฝากล่องด้านบนคาดทับด้วยริบบิ้นซาตินสีเขียวเข้มผูกเป็นโบว์ประดับด้วยสีหน้ายากจะบรรยาย

 

 

 

 

ร่างกำยำถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่อาจรู้ได้เพราะสิ่งที่กำลังถืออยู่ และสิ่งที่กำลังจะทำต่อไปจากนี้ เจ้าหน้าที่หนุ่มชีล์ดคิดว่าตัวเองอาจกำลังจะทำเรื่องที่น่าอายที่สุดในชีวิต จนแทบอยากจะหายตัวไปจากที่นี่เสียเดี๋ยวนี้ หากแต่ 2 เท้าก็พาให้เขาก้าวเดินไปเรื่อย ๆ ตามโถงทางเดินที่ทอดยาวภายในหน่วยปฏิบัติการลับชีลด์แห่งนี้

 

 

นี่เขากำลังทำอะไรอยู่...?

 

 

 

 

 

----------------

 

 

 

 

 

ไม่กี่ชม.ก่อนหน้านั้น

 

 

 

 

คลินท์ถูกโทรศัพท์ตามตัวจาก ' นาตาชา โรมานอฟ ' หรือ ' แบล็ค วิโดว์ ' เพื่อนสาวเพียงคนเดียวที่นับว่าสนิทกับเขามากที่สุดในหน่วยชีลด์ เจ้าตัวดูเหมือนต้องการความช่วยเหลืออะไรบางอย่างจากเขา และนัดแนะให้เขามาพบที่บ้านของเธอ (ซึ่งเขามั่นใจว่าไม่ใช่บ้านของเธอจริงๆ) ทั้งที่เขาอุตส่าห์รีบตาลีตาเหลือกขับรถมาหา ด้วยว่าร้อยวันพันปี นาตาชาแทบไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากเขา นั่นแปลว่าเธอมีเรื่องเดือดร้อนอย่างที่สุดจริง ๆ

 

 

 

 

แต่กลับเป็นว่าเมื่อมาถึงบ้านตามแผนที่ GPRS ที่เธอส่งให้ คลินท์พบว่านอกจากเธอจะสุขสบายดี ดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรแล้ว หญิงสาวยังไม่พูดพร่ำทำเพลง ลากเขาเข้ามาในครัวโดยที่ไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ขอความช่วยเหลือเขาทางโทรศัพท์เหมือนจะเป็นจะตายเมื่อครู่สักนิด

 

 

 

 

 

 

“นาตาชา....”

 

 

 

 

 

 

คลินท์เอ่ยออกไปอย่างงุนงงเพราะปรับอารมณ์ไม่ถูก ได้แต่ยืนอยู่กับที่เมื่อถูกปล่อยทิ้งให้เคว้งอยู่กลางห้องครัวขนาดมาตรฐานสำหรับบ้านหลังใหญ่ ที่นอกจากจะมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง เคาน์เตอร์ครัว ตู้จัดเก็บสิ่งของที่ถูกติดตั้งซ่อนไว้บนผนังอย่างเป็นระเบียบแล้ว ยังมีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งรับประทานอาหารในครัวได้อีกด้วย

 

 

 

 

สายตาคมจ้องมองมองเพื่อนสาวคนสวยที่เหมือนไม่สนใจฟังเขาเลยสักนิด เดินไปเดินมาหยิบอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกมาวางบนเคาน์เตอร์ครัว พร้อมกับหยิบหนังสือเล่มหนาที่หน้าปกเป็นรูปเค้กหน้าตาน่ากินออกมาวาง แล้วเริ่มพลิกหน้ากระดาษหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะดีดนิ้วเปาะแล้วยิ้มกว้างเหมือนเจออะไรบางอย่างที่ถูกใจ

 

 

 

 

 

 “เจอแล้ว...ทีนี้เรามาดูกันว่าต้องทำอะไรบ้าง......เริ่มจากใช้ซาวด์ครีม กับ น้ำใบเตย แล้วก็.......สีผสมอาหาร”

 

 

 

นาตาชาพึมพำเหมือนพูดกับตัวเองพลางหยิบหาวัตถุดิบตามหน้าหนังสือมือเป็นระวิง สายตาจ้องกอพุ่มไม้สีเขียวสด เหมือนต้นหญ้าขนาดใหญ่ ใบยาวปลายแหลมในมือ ขมวดคิ้วมุ่นก่อนไล่สายตาไปตามบรรทัดตัวหนังสือเหมือนต้องการจะรู้วิธีจัดการกับมันให้ได้ ระหว่างนั้นก็ร้องสั่งงานกับเพื่อนหนุ่มของเธอไปด้วยในตัว

 

 

 

 

 

“ อ้อ! คลินท์ ซาวด์ครีมอยู่ในตู้เย็นน่ะ ช่วยไปหยิบให้ที”

 

 

 

 

 

 

“นาตาชา...”

 

 

 

คลินท์เอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงเริ่มจะเหนื่อยหน่ายใจนิด ๆ แต่ก็ยอมเดินไปหยิบถ้วยแก้วเล็ก ๆ ที่บรรจุครีมข้นสีขาวที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นซาวด์ครีมที่เธอบอกในตู้เย็นออกมาโดยดี กำลังจะปิดประตูตู้เย็นก็ได้ยินเสียงเธอร้องบอกมาอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

“คลินท์! ขอไข่ไก่ในตู้เย็นมาด้วย 2 ฟอง  .....อ้อ! นมสดที่เหลืออยู่ครึ่งกล่องข้างตู้เย็นน่ะ ถ้ายังอยู่ก็ช่วยหยิบมาด้วย ขอบใจ!”

 

 

 

 

 

 

คลินท์ส่ายหน้าไปมาแบบไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่นิด ๆ ว่าทำไมต้องเชื่อฟังนาตาชาทุกอย่าง แต่สุดท้ายแล้วเขาก็หยิบของทุกอย่างที่เธอต้องการมาจากตู้เย็น เดินกลับมาที่เคาน์เตอร์ครัวก็พบว่าเธอกำลังพยายามคั้นน้ำสีเขียวจากใบพืชชนิดหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก ควันจากน้ำร้อนลอยกรุ่นกลายเป็นไอที่มีกลิ่นของใบไม้ชนิดนั้นอบอวลไปทั่วห้องครัว ซึ่งตอนแรกเขาคิดว่ากลิ่นมันค่อนข้างจะแปลก ๆ อยู่ แต่ไป ๆ มา ๆ กลับรู้สึกว่ามันก็หอมดีอยู่เหมือนกัน

 

 

 

 

นาตาชาเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขาวางของที่เธอต้องการบนเคาน์เตอร์ครัวเรียบร้อย

 

 

 

 

 

“อา...ขอบใจมาก คลินท์”

 

 

 

เธอยิ้มแล้วพยักหน้าให้คลินท์เบา ๆ  

 

 

 

 

“ทีนี้.....คงต้องขอแรงเธอหน่อย” พูดจบก็ยื่นชามแก้วที่มีน้ำสีเขียวเข้มจากใบเตยที่เธอเพิ่งคั้นเมื่อครู่ ควันยังคงลอยกรุ่นและยังคงร้อนอยู่

 

 

 

 

 

 

“ฉัน?”

 

 

 

 

คลินท์ชี้ตัวเองอย่างงง ๆ

 

 

 

 

 

ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยถามอะไรออกไป นาตาชาก็จัดแจงเทซาวด์ครีมจากถ้วยที่เขาไปหยิบมาเมื่อครู่ลงไปในชามใบนั้น ตามด้วยผงเบคกิ้งโซดา แล้วยื่นพายยางสำหรับคนส่วนผสมมาให้

 

 

 

 

 

“ใช่  เธอช่วยคนให้มันเข้ากันระหว่างที่ฉันเทสีเขียวนี่ใส่ลงไปทีสิ”

 

 

 

นาตาชาพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หญิงสาวยัดพายยางใส่มืออีกฝ่าย แล้วจึงเทสีผสมอาหารสีเขียวจากขวดแก้วที่ถืออยู่ในมืออีกข้างลงไป

 

 

 

 

 

“เธอ.... นาตาชา....”

 

 

 

 

 

“คลินท์....คลินท์!”

 

 

 

 

เสียงหญิงสาวเริ่มกร้าวขึ้นตามลำดับเหมือนเรียกสติเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ยืนนิ่งค้างไม่ยอมทำอะไรเสียที  จนทำเอาฝ่ายที่ได้แต่ยืนรับคำสั่งสะดุ้งนิด ๆ

 

 

 

 

 

“คนสิ คลินท์ ...นี่ฉันเทลงไปจะหมดขวดแล้ว เดี๋ยวสีก็ไม่เข้ากันพอดี”

 

 

 

 

 

ทั้งที่เขายังพูดไม่ทันจบ แถมโดนดุเข้าเสียอีกอีก คลินท์ เลยได้แต่ส่ายหน้า แล้วยอมทำตามที่เธอพูดแต่โดยดี โดยมีสาวแมงมุมดำ แบล็ค วิโดว์ คอยกำกับข้าง ๆ พร้อมกับเทสีเขียวผสมอาหารลงไปอีก 1 ขวด หลังจากที่เทจนหมดขวดแก้วเล็ก ๆ เมื่อครู่ไปแล้ว จนส่วนผสมในชามตอนนี้กลายเป็นครีมสีเขียว....ไม่สิ เรียกว่าเป็นของเหลวสีเขียวเข้มเนื้อข้น ๆ เสียมากกว่า

 

 

 

 

 

“นาตาชา....”

 

 

 

 

 

คลินท์ถอนหายใจ รวบรวมคำพูดอย่างเหนื่อยหน่ายใจเป็นรอบที่สอง ซึ่งพอที่จะเรียกเธอได้อีกครั้งหลังจากที่ตอนนี้นาตาชาผละจากเขาไปที่ตู้ติดผนังเหนือศีรษะ หญิงสาวเขย่งปลายเท้า ยืดตัวขึ้นนิด ๆ ตามแบบฉบับของผู้ที่ฝึกบัลเล่ต์มาเป็นอย่างดี แล้วเริ่มทยอยหยิบถุงแป้งเค้ก กระปุกผงฟู ห่อน้ำตาล กับ น้ำตาลไอซิ่ง หอบมาเต็มอ้อมแขน แล้ววางลงบนเคาน์เตอร์ครัว

 

 

 

 

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าชายหนุ่มแล้วเลิกคิ้วส่งสายตาเป็นเชิงถามให้กับเสียงเรียกชื่อเธอจากปากของคลินท์เมื่อครู่

 

 

 

 

 

 “นี่เธอกำลังทำอะไร? ...บอกฉันทีได้มั้ย...?”

 

 

 

 

คลินท์เอ่ยสิ่งที่เขาสงสัยมาตลอดนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบบ้านหลังนี้ หากแต่นาตาชากลับไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก

 

 

 

 

 

“ฉันไม่ได้ทำ...เธอต่างหาก คลินท์”

 

 

 

 

พูดจบเธอก็ยื่นชามผสมที่มีเนยก้อนมาวางตรงหน้าเขา แล้วยื่นตะกร้อมือไฟฟ้าสำหรับตีส่วนผสมและถ้วยตวงที่มีแป้งเค้กกับ น้ำตาล ที่ร่อนเรียบร้อยแล้ววางอยู่ข้าง ๆ หญิงสาวเท้าแขนทั้งสองลงบนขอบเคาน์เตอร์แล้วค้อมตัวลงมาข้างหน้า ทรวงอกอิ่มที่อยู่ภายใต้เสื้อกล้ามคอลึกบดเบียดกับท่อนแขนจนเห็นเนินเนื้ออ่อนนุ่มขาวเนียนโผล่พ้นออกมา

 

 

 

 

 

 “...ตีเนยให้ด้วย...คลินท์....”

 

 

 

 

นาตาชาจ้องหน้าคลินท์แล้วยิ้มมุมปาก การกระทำนั้นไม่ได้ต้องการจะยั่วยวนอีกฝ่าย หากแต่หยอกเย้าด้วยความขบขันเสียมากกว่าเมื่อเห็นว่าสายตาคมปะทะเข้ากับอะไรบางอย่างที่เธอกำลังพยายามเสนอให้เห็น ชายหนุ่มเหมือนจะสะดุ้งนิด ๆ ก่อนจะรีบตวัดสายตาไปทางอื่นทันที หญิงสาวถึงกับหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ

 

 

 

 

 

แค่เห็นก็ขำแล้ว....

 

 

 

 

 

 

“แน็ต....”

 

 

 

 

คลินท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นเพราะรู้สึกเหมือนถูกปั่นหัว ร่างกำยำส่ายหน้าไปมาก่อนเงยหน้าขึ้นแล้วจ้องตาอีกฝ่ายนิ่ง ๆ  

 

 

 

 

 

 

“...ฉันจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น ....ถ้าเธอไม่ยอมบอกว่า ' เรา ' กำลังทำอะไรอยู่”

 

 

 

 

 

 

ไม่ทำอะไรทั้งนั้น....แต่ก็ทำมาตลอดแล้วไม่ใช่หรือ?

 

 

 

 

 

นาตาชาคิดในใจพลางยิ้มขำ หากแต่ไม่ได้พูดออกมา

 

 

 

 

“ ' เธอ ' กำลังทำ ' เวลเว็ต เค้ก ' อยู่”

 

 

นาตาชาเลี่ยงไปพูดประโยคอื่นแทน และจงใจพูดว่า คลินท์เป็นคนเดียวที่กำลังทำ ไม่ใช่เธอ

 

 

 

 

“และวันนี้ก็เป็นวันเกิดของ ดร.บรูซ แบนเนอร์” 

 

 

 

ว่าพลางเธอก็เดินไปยืนข้าง ๆ คลินท์ แล้วกดปุ่มเปิดสวิทช์ตะกร้อไฟฟ้าสำหรับตีส่วนผสมในมือคลินท์ จนเจ้าตัวที่ตกใจต้องรีบจุ่มมันลงไปในถ้วยทันทีเป็นปฏิกิริยาตอบสนองแบบอัตโนมัติ แต่ก็ไม่วายหันมาทำหน้ามุ่ยใส่เธออีก

 

 

 

 

 

“วันเกิด....ของดร.แบนเนอร์?” คลินท์เลิกคิ้วอย่างงุนงง

 

 

 

 

 

“..ถ้าฉันอธิบายแค่นี้เธอยังไม่เข้าใจ...”

 

 

 

นาตาชาถอนหายใจ จ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเหมือนผิดหวังเสียเต็มประดา

 

 

 

“ฉันก็ขอบอกว่า เธอกำลังทำเค้กวันเกิดให้เขาอยู่....โอเคมั้ย....? คลินท์”

 

 

 

 

หญิงสาวสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีสีหน้าแปลก ๆ ที่เธอเองก็ไม่อาจเข้าใจได้...

 

 

 

 

 

 “ทำไมทำหน้าแบบนั้น....คลินท์? ”

 

 

นาตาชาชะโงกหน้าเข้าไปจ้องมองใบหน้าอีกฝ่ายใกล้ ๆ อย่างพินิจ ก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ

 

 

“ถึงอีกตัวตนนึงของดร.แบนเนอร์จะเป็นยักษ์เขียว.... แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่สมควรได้รับของขวัญวันเกิดนี่...จริงไหม?”

 

 

 

 

 

“ไม่ใช่...ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น”

 

 

 

 

คลินท์หรุบตาลงมองส่วนผสม มองเนยที่ถูกตีจนนุ่มลง

 

 

 

“ฉัน...หมายถึง ทำไมต้องเป็นเธอกับ...ฉันด้วย?”

 

 

 

 

ไม่ใช่ ' เรา ' แต่เป็น ' เธอ ' คนเดียวต่างหาก คลินท์

 

 

 

 

นาตาชาส่ายหน้าไปมายิ้ม ๆ ระหว่างที่มองเพื่อนร่วมงานของเธอที่ดูเหมือนสนอกสนใจสิ่งที่อยู่ในถ้วยชามมากกว่าเธอเสียเหลือเกิน (เพราะคลินท์เอาแต่จ้องมันโดยที่ไม่ยอมมองหน้าเธอสักนิด) เธอจึงเทน้ำตาลลงไป จนส่วนผสมขึ้นฟูเล็กน้อย

 

 

 

 

 

“เพราะว่าดร.แบนเนอร์คงจะดีใจมากถ้าได้ของขวัญจากเธอ...”

 

 

 

หญิงสาวไหวไหล่

 

 

 

“เขาบอกฉันว่า เธอเป็นคนที่เขาคุยด้วยแล้วรู้สึกดีนะ”

 

 

 

 

 

 

“ฉัน ?”

 

 

 

 

คลินท์อึ้งไปนิด ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาวตรงหน้าอย่างจับผิดคิดว่าเธอแกล้งล้อเล่น

 

 

 

“ฉันไม่ค่อยได้คุยอะไรกับเขา...... อันที่จริงแล้ว....ฉันแทบไม่ค่อยพูดกับเขาเลยด้วยซ้ำ”

 

 

 

 

หนุ่มนัยน์ตาเหยี่ยวกำลังนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดจนถึงตอนนี้ เขาคุยกับบรูซแทบจะนับครั้งได้ และไม่ได้พูดอะไรมากมายเกินความจำเป็นนอกจากเรื่องงานด้วยซ้ำ มีบ้างที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคุยกับดร.หนุ่มด้วยประโยคยาว ๆ แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะทำให้อีกฝ่ายประทับใจอะไรนัก แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็แทบไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย อาจจะมีบางทีที่บรูซส่งข้อความมาหา หรือ ชวนเขาออกไปหาอะไรดื่ม ออกไปหาอะไรกิน ยามที่เจ้าตัวแวะมาที่นี่ แต่เขาก็เอาแต่นิ่งเงียบตลอด ได้แต่ถามคำตอบคำในบทสนทนาเท่านั้น....

 

 

 

 

 

นั่นมากพอจะเรียกว่าทำให้รู้สึกดีได้ด้วยหรือ?

 

 

 

 

 

 

เดี๋ยวก่อน....

 

 

 

 

 

ถ้าอย่างนั้น...

 

 

 

 

 

แปลว่านาตาชาเองก็...ติดต่อกับบรูซหรือ?

 

 

 

 

 

“ดร.แบนเนอร์....เล่าให้ฉันฟังเรื่องของเธอ...ตอนที่เธอสยบฮัล์คในตัวเขาได้จากภารกิจลับคราวที่ฉันติดธุระอยู่ที่วาติกัน...”

 

 

 

 

 

เหมือนคำพูดเพียงแค่นั้นจะเป็นตัวเฉลยสิ่งที่เขาอยากรู้ทุกอย่าง

 

 

 

 

คลินท์รู้สึกเหมือนตัวเองหน้าร้อนขึ้นมาเสียเฉย ๆ

 

 

 

 

 

 

“คลินท์...พอแล้ว!”

 

 

 

นาตาชารีบร้องห้ามเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ายังคงตีส่วนผสมด้วยความเร็วเท่าเดิม ทั้งที่เธอเติมแป้งเค้กและนมลงไปแล้วจนส่วนผสมเหมือนจะกระจายไปบนชามผสมเป็นหย่อม ๆ

 

 

 

 

 

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เธอรู้สึกได้ว่าคลินท์กำลังเขิน...

 

 

 

 

 

 

“เดี๋ยวตีความเร็วต่ำไล่ฟองอากาศออกไปหน่อยก็คงใช้ได้แล้ว...”

 

 

 

 

นาตาชาว่าพลางเอาแย่งเอาตะกร้อไฟฟ้าตีส่วนผสมนั้นมาถือเอง ก่อนที่ชายหนุ่มจะทำให้เสียเรื่อง หญิงสาวถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อปรับความเร็วเครื่องลงมาในระดับต่ำสุดแล้วเห็นว่าทุกอย่างยังดูดีอยู่

 

 

 

 

 

“คลินท์...ช่วยหยิบชามที่นายคนซาวด์ครีมสีเขียวเมื่อกี้มาให้หน่อย”

 

 

 

 

เธอหันไปพยักพะเยิดยังชามแก้วที่มีส่วนผสมของเหลวข้นสีเขียวเข้มจัดที่คลินท์หยิบมาแล้วก็ยู่หน้า เม้มปากนิด แล้วกลั้นใจเทลงไปในส่วนผสมแป้งที่หญิงสาวกำลังตีอยู่ มองเห็นรอยริ้วสีเขียวเข้มตัดกับเนื้อส่วนผสมสีครีมอย่างชัดเจน ก่อนที่จะค่อยๆ  ตะล่อมเข้ากันจนกลายเป็นสีเขียวเข้มทั้งชามส่วนผสม

 

 

 

 

 

 “ทำไม....เธอถึงต้องสอนให้ฉันทำอะไรแบบนี้ด้วย?”

 

 

 

 

คลินท์นั่งลงที่เก้าอี้สตูลข้าง ๆ แล้วเท้าคางมองนิ่ง

 

 

 

 

 

“เธอคิดว่าตัวเองทำได้ถ้าฉันไม่สอนน่ะหรือ...คลินท์?”

 

 

 

 

นาตาชาขมวดคิ้วมุ่น หญิงสาวจ้องมองกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน สบสายตาคมของอีกฝ่ายที่จ้องมองมาด้วยดวงตาสีเขียวสดของเธอ

 

 

 

 

 

“เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้วันเกิดเขา...”

 

 

 

 

 

เกมส์จ้องตาสิ้นสุดลงทันที และเป็นคลินท์เองที่ผละสายตาออกมาเสียก่อน...

 

 

 

 

 

จริงอย่างที่นาตาชาพูด

 

 

 

 

 

เขาไม่รู้อะไรเลย...

 

 

 

 

 

“.....คลินท์...?”

 

 

 

 

เห็นเพื่อนหนุ่มของเธอเงียบไปหญิงสาวก็ถอนหายใจ วางตะกร้อไฟฟ้าในมือไว้ข้างชามส่วนผสมที่ถูกตีจนเข้ากันเรียบร้อยแล้วเดินไปยืนข้าง ๆ  ตบบ่าคลินท์ที่เหมือนจะนิ่งไปเพราะคำพูดของเธอเมื่อครู่

 

 

 

 

 

 “ขอโทษ....ฉันทำให้เธอรู้สึกไม่ดีใช่มั้ย?”

 

 

 

 

 

 

“เปล่า....เธอพูดถูก แน็ต....”

 

 

 

คลินท์เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะยกยิ้มให้เจื่อน ๆ  

 

 

 

“ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยจริง ๆ ... แล้วฉันก็คงทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่ได้เธอช่วยอยู่ตอนนี้”

 

 

 

 

 

“เธอกำลังทำอยู่ต่างหาก...หยุดทำหน้าแบบนั้นได้แล้ว คลินท์...”

 

 

 

 

นาตาชาดีดหน้าผากชายหนุ่มเหมือนจะเรียกสติ

 

 

 

“ฉันแค่ช่วยแนะนำอะไรบางอย่างให้เธอเท่านั้น เพราะฉันเชื่อว่าดร.แบนเนอร์คงจะดีใจถ้าเธอเป็นคนทำแล้วก็ให้เขาด้วยตนเอง”

 

 

 

หญิงสาวบีบบ่าของคนตรงหน้าเบา ๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องโดยการแสร้งเป็นผละไปหยิบชามส่วนผสมแล้วออกคำสั่ง

 

 

 

 

“เอาล่ะ! ฮอว์คอาย... ภารกิจของเราใกล้ความจริงเข้ามาทุกทีแล้ว...ช่วยไปหยิบพิมพ์เค้กที่อยู่ในตู้ด้านล่างนั่นให้หน่อย ฉันจะเตรียมเตาอบกับถาดรองให้เอง”

 

 

 

 

 

ว่าแล้วเธอก็เดินตัวปลิวไปจัดการกับสิ่งที่เธอบอกทันที คลินท์ถอนหายใจก่อนจะยิ้มออกมาได้นิด ๆ  ร่างกำยำลุกออกจากเก้าอี้สตูลเดินไปหยิบพิมพ์รูปวงกลมออกมาจากตู้เก็บของด้านล่างใกล้กับซิงค์ล้างมือ

 

 

 

 

นาตาชามักจะพูดอะไรตรงไปตรงมาเสมอ โดยเฉพาะกับเขาที่เป็นเพื่อนสนิทแล้ว เธอมีวิธีเรียกสติของเขากลับมาได้ ไม่ว่าจะด้วยการกระทำหรือคำพูด เธอเก่งมากในการเข้าถึงจิตใจของคน  เพียงแค่คำพูดของเขาไม่กี่คำที่ตอบโต้บทสนทนาของเธอกลับมา และการได้ติดต่อสนทนากับบรูซก็คงทำให้เธอสามารถประเมินเรื่องราวต่างๆ  ไปได้นักต่อนัก จึงได้ออกมาเป็นการกระทำในเชิงแนะนำและช่วยเหลือเขาเช่นนี้

 

 

 

 

คลินท์ดีใจที่มีเพื่อนที่ดีและคอยช่วยเหลือเขาตลอดมาอย่างนาตาชา แม้ว่าเขาจะไม่ต้องการก็ตาม แต่เมื่อคล้อยตามเธอไปแล้ว เขากลับรู้สึกว่าต้องการมันขึ้นมาเสียเฉย ๆ และนึกขอบคุณเธออยู่ในใจที่ยอมเสียสละเวลาอันมีค่ามาเป็นธุระให้เขาเสียอีก

 

 

 

 

 

แต่อีกใจหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า...

 

 

 

นี่เขาต้องระวังตัวตลอดเวลาขนาดไหนกันเพื่อไม่ให้เพื่อนสาวคนนี้ล้วงเอาความลับจากความคิดและจิตใจของเขาไปได้?

 

 

 

 

 

 

ไม่สิ....ไม่มีทางเลย

 

 

 

 

เพราะเขาเองก็เป็นคนยอมเปิดใจรับนาตาชาเข้ามาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกันอยู่แล้ว

 

 

 

 

 

----------------

 

 

 

หลังจากที่คลินท์เอาแม่พิมพ์ไปให้ และนาตาชาก็จัดการเทส่วนผสมของเค้กลงไปบนพิมพ์ที่ถูกทาด้วยเนยขาวและรองด้วยกระดาษไขทาเนยขาวบนถาดอีกรอบหนึ่งเข้าเตาอบเรียบร้อย เขาได้แต่หวังว่ามันคงไม่ออกมาเป็นเค้กที่มีสีเขียวจนน่ากลัวเกินไปนัก แต่นาตาชากลับบอกว่า ยิ่งสีเขียวยิ่งดี เหมือนกับเค้ก ' เรด เวลเว็ต ' ที่ปกติจะมีสีแดงสด ยิ่งแดงมากจนเหมือนเลือดได้ยิ่งดี ดังนั้น เมื่อเขาทำเค้ก ' กรีน เวลเว็ต ' มันก็ควรจะออกมาสีเขียวจัดเช่นกัน และมันจะทำให้ดูเหมาะกับเป็นเค้กวันเกิดสำหรับ  ' ฮัล์ค ' มากขึ้น ซึ่งคลินท์คิดว่าบรูซคงไม่ประทับใจเท่าไหร่นักที่พวกเขาคิดจะเอาเรื่องนี้มาล้อเล่น

 

 

 

 

 

 

“ฉันคิดว่า...ดร.แบนเนอร์ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เวลาคนพูดถึง....”

 

 

 

คลินท์เม้มปาก มองดูเพื่อนสนิทของตัวเองที่ยกถาดสปองจ์เค้กสีเขียวอมน้ำตาลนิด ๆ ออกมาจากเตาอบ หากแต่เมื่อมีดตัดเค้กอันใหญ่ปาดเอาหน้าเค้กด้านบนที่เหมือนจะเกรียมหน่อย ๆ ออก แล้วตัดแต่งให้ได้รูปดี เขาก็เห็นว่าเนื้อเค้กเป็นสีเขียวสดจนดูน่ากลัว อาจจะเพราะว่ามันเหมือนสีของฮัล์คมากเกินไปก็เป็นได้

 

 

 

“........ตัวเขาอีกคนน่ะ”

 

 

 

 

 

 

“พวกเราถึงต้องทำให้เขารู้สึกดีขึ้นไง...คลินท์”

 

 

 

 

นาตาชาตอบโดยที่ไม่ได้ละสายตาไปจากชามส่วนผสมอีกใบที่อยู่ในมือของเธอ ซึ่งตอนนี้เธอกำลังทำส่วมผสมที่จะใช้แต่งหน้าเค้กอยู่ โดยทำมาจากครีมชีส, เนยสด, วานิลลา และ น้ำตาลไอซิ่ง ตีผสมเข้าด้วยกันจนขึ้นฟู

 

 

 

 

หลังจากที่จัดการกับสปองจ์เค้กสีเขียวที่อบเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว เธอจึงหยิบมีดมาหั่นแบ่งครึ่งสำหรับปาดชั้นครีมต่อไป โดยกระดิกนิ้วเรียกให้คลินท์เข้ามาช่วยแทน ชายหนุ่มนิ่วหน้านิดหน่อย พลางมองสแปทูล่าที่ดูเหมือนอาวุธประหลาดในมือ แต่ไม่ทันจัดกการกับความรู้สึกที่ไม่มั่นคงกับความรู้สึกแปลกประหลาดนี้ หญิงสาวก็เข้ามาช่วยจับมือเขาเอาไว้ ก่อนจะบังคับให้เริ่มปาดครีมสีขาวลงไปบนตัวเค้กทีละนิด

 

 

 

 

 

“เธอคิดยังไงกัน...คลินท์....ถ้าเกิดว่าตัวเธอมี 2 คนในร่างเดียว เป็น 2 คนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและมีความรู้สึกนึกคิด มีชีวิตเป็นของตัวเอง...แล้วคนรอบข้างเธอเลือกที่จะชอบใครคนใดคนหนึ่งมากกว่า?”

 

 

 

 

คลินท์รู้ว่านี่เป็นคำพูดที่จะนำไปสู่ประโยคถัดไปของนาตาชา ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่ตอบ นอกจากรับฟังอย่างเงียบ ๆ และยอมให้เธอสอนเขาปาดครีมลงไปบนเค้กสีเขียวตรงหน้า แล้ววางซ้อนกันอีกชั้นแล้วเทครีมลงไปรวดเดียวจนหมด แล้วให้เขาพยายามปาดให้มันเสมอกันทั้งก้อน

 

 

 

 

 

“ฉันไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะชอบดร.แบนเนอร์ แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะไม่ชอบฮัล์ค เพราะพวกเราและหน่วยชีลด์เองก็ต้องการใช้ประโยชน์จากฮัล์คอยู่...”

 

 

 

 

หญิงสาวเม้มปาก เผลอบีบมือของคลินท์แน่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงยามที่บรูซกลายเป็นยักษ์เขียวที่โมโหร้าย อาละวาดอย่างควบคุมไม่อยู่ เพราะมีคนทำให้เขาโกรธ และเธอเองก็เจอเหตุการณ์นั้นมากับตัวเองด้วย

 

 

 

 

 “ฉันรู้ว่ามันฟังดูเลวร้าย...ที่ไม่ว่าใครก็คิดแต่จ้องจะใช้เขาเป็นเครื่องมือ หาประโยชน์จากเขาไม่ว่ายามเป็นบรูซ แบนเนอร์ หรือ ฮัล์ค แต่ในยามนี้สิ่งที่พวกเราทำได้...”

 

 

 

 

นาตาชาหยุดมือที่บังคับให้คลินท์ปาดครีมเค้ก แล้วเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขา ด้วยใบหน้าที่ห่างกันเพียงแค่คืบ

 

 

 

 

 “เธอคิดว่ามันสมควรแล้วหรือที่จะเลือกพูดถึงคนแค่คนเดียว เห็นค่าของคนคนเดียว ทั้งที่อีกคนในร่างของเขาก็อาจได้ยินและต้องการความรู้สึกว่าตัวเองมีค่านั้นด้วยน่ะ?”

 

 

 

 

 

คลินท์เงียบไป ราวกับการยอมรับความคิดนั้นอย่างไม่มีเงื่อนไข และไม่ปฏิเสธ เพราะเขาเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน คลินท์จำได้ถึงตอนที่เขาตะโกนใส่ฮัล์คออกไปโดยคาดหวังเพียงน้อยนิดว่าบรูซ แบนเนอร์จะได้ยินเสียงของเขาบ้าง ถึงแม้ว่าจะถูกฮัล์คที่โมโหหนักซัดเข้าใส่เสียแทบแย่ หากแต่เมื่อบรูซกลับมาเป็นคนเดิม ก็ดูเหมือนเขาจะรับรู้ได้เช่นกัน

 

 

 

 

 

“เพราะฉะนั้น....”

 

 

 

 

นาตาชายิ้มกว้าง ก่อนเอียงเค้กบนจานรองที่เธอเพิ่งโรยเม็ดน้ำตาลสีเขียวลงไปเสร็จเรียบร้อยให้เขาชื่นชมผลงาน

 

 

 

 

 

 “เธอต้องทำให้เขาเห็น...ด้วยการเอาเค้กนี่ไปให้เขาซะ.......คลินท์”

 

 

 

 

 

 

----------------

 

 

 

 

 

นั่นคือเหตุผลที่ คลินท์ บาร์ตัน มาอยู่ตรงนี้...

 

...ที่โถงทางเดินที่จะนำเขาไปสู่ห้องประชุมของเหล่าอเวนเจอร์ ซึ่งเขาแน่ใจว่าตอนนี้มันคงกลายเป็นปาร์ตี้ย่อม ๆ ไปแล้วมากกว่า หลังจากล่าสุดที่ นาตาชาโทร.บอกเขาว่า นอกจากนิค ฟิวรี่ จะอนุญาตให้พวกเขาปลดปล่อยกันได้อย่างเต็มที่แล้ว ' สตีฟ โรเจอร์ส ' หรือ ' กัปตันอเมริกา ' เองก็สามารถเชิญให้ ' โทนี่ สตาร์ค ' หรือ ' ไอรอนแมน ' มาร่วมงานในครั้งนี้ได้ ทั้งที่จริงแล้วเขาน่าจะปฏิเสธเพราะคิดว่าเสียเวลากับธุรกิจอันมีค่ามหาศาลของเขา (อันนี้คลินท์คิดว่านาตาชาแอบแขวะพ่อมหาเศรษฐีนั่นเล็กน้อย) และแน่นอนว่า ' บรูซ แบนเนอร์ ' ก็อยู่ที่นั่นแล้วด้วย

 

 

 

 

 

“เขาถามถึงนายด้วยนะคลินท์ แต่ฉันบอกว่า นายติดธุระนิดหน่อยจากการพยายามทำเค้กวันเกิดให้เขาอยู่ เลยอาจจะมาถึงช้าหน่อย... สีหน้าเขาดูปลื้มมากเลยล่ะ”

 

 

 

 

 

เขาแทบไม่อยากนึกถึงสีหน้าของนาตาชาตอนพูดคำนี้เลยจริง ๆ เพราะเพียงแค่น้ำเสียงเจือขบขันเล็ก ๆ  นั่นก็ทำเอาเขารู้สึกเขินอายจนแทบจะหันหลังกลับบ้านเสียให้รู้แล้วรู้รอด แม่สาวแมงมุมดำคนนี้มีวิธีมากมายเหลือเกินที่จะพูดจาให้คนอื่นรู้สึกร้อนวูบวาบบนใบหน้า เพราะรู้สึกเหมือนโดนเอาความจริงในใจมาตีแผ่ กับโดนจี้ใจดำเข้าไปจัง ๆ

 

 

 

 

 

คลินท์สูดลมหายใจลึก ๆ ทบทวนคำพูดในใจกับตัวเองตลอดทาง

 

 

 

เอาล่ะ...คลินท์....ทำใจให้สบาย

 

 

 

 

ก็แค่....เอากล่องใบนี้ไปยื่นให้ดร.แบนเนอร์เท่านั้น...แล้วก็พูดว่า ' สุขสันต์วันเกิด... '

 

 

 

 

แค่นั้นเอง....

 

 

 

 

 

แค่นั้น....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก็แค่นั้นแหละที่มันยากสำหรับเขา!

 

 

 

 

 

 

 

 

RRRrrrrr....

 

 

 

 

คลินท์สะดุ้งเมื่อจู่ ๆ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง มือหนึ่งรีบหอบกล่องไว้กับอ้อมแขน อีกมือรีบหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เมื่อเห็นว่าหน้าจอดิจิตอลโชว์ว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็รีบกดรับสายทันที

 

 

 

 

 

“แน็ต...ฉันกำลังไปแล้ว...”

 

 

 

 

คลินท์รีบตะกุกตะกักกรอกเสียงตอบกลับไป เพราะคิดว่าเธอคงจะหงุดหงิดจนต้องโทร.มาเร่งเขาอีกรอบเป็นแน่ เตรียมตัวรับเสียงบ่นที่จะตามมาเป็นชุดว่าเขามัวแต่ไปมุดหัวทำอะไรอยู่ที่ไหนที่น่าจะไหลมาตามสาย หากแต่เสียงปลายสายกลับเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วตอบเขากลับมาเพียงประโยคสั้น ๆ

 

 

 

 

 

“คลินท์....เขาออกมาแล้ว”

 

 

 

 

 

' เขา ' ที่พูดถึง ไม่ต้องพนันสิบเหรียญกับ สตีฟ โรเจอร์ เขาก็พอจะเดาออกว่าหมายถึงใคร

 

 

 

 

 

 

“ทำไมกัน...? เกิดอะไรขึ้น?”

 

 

 

 

 

 

“ฉันไม่รู้... เป็นเพราะที่เขาบอกว่าเขาโกรธได้ตลอดเวลาหรือเปล่า? ไม่มีใครทำให้เขาโกรธ หรือ ไม่พอใจเลย แต่แล้วจู่ ๆ เขาก็ขอตัวออกจากห้องประชุมไปแล้วก็......”

 

 

นาตาชาพูดเพียงแต่นั้นเอง โดยประโยคที่ขาดหายไปนั้น คลินท์พอจะเดาออกว่าเธอหมายถึงอะไร น้ำเสียงของเธอสั่นมาก บ่งบอกว่าความกลัวของเธอเกี่ยวกับฮัลค์จากเหตุการณ์ที่ฮัล์คอาละวาดใส่เธอเมื่อครั้งอยู่บนยานเหาะของชีลด์ยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ

 

 

 

 

 

“แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าดร.แบนเนอร์คงกำลังไปที่ส่วนของโรงเก็บเครื่องบินกับรถถังมากกว่า เพราะคงเป็นที่เดียวที่เขาจะอยู่ได้โดยไม่อึดอัดหรือชนข้าวของเสียหาย ฉันเห็นว่าเขาไม่ได้ทำร้ายใครหรืออาละวาดอะไรเลย แต่ทั้งหน่วยชีลด์ก็กำลังกังวลเรื่องเขามาก กัปตันและสตาร์คก็กำลังจะไปสวมเกราะแล้วหยุดเขาอยู่”

 

 

 

 

 

 

 “นาตาชา...ใจเย็น ๆ ก่อน...ฉันเชื่อว่าเขาจะไม่ทำร้ายใคร”

 

 

 

คลินท์พยายามปลอบให้หญิงสาวใจเย็นลง จากการฟังคำพูดที่เธอเล่ามา เขาคิดว่าบรูซคงจะทำอะไรสักอย่างกับเซรุ่มที่ใช้ฉีดเพื่อระงับการกลายร่างของตนเอง  เพราะดูเหมือนว่าฮัล์คจะสามารคควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น ไม่ได้คิดจะอาละวาดใส่ใครเหมือนครั้งก่อน ๆ  และเขาเองก็เชื่อว่าหากเป็นฮัล์คที่กำลังโกรธจัด จนอาละวาดจริง ๆ นั้น คงไม่คิดหนีไปหาที่สงบ ๆ อยู่โดยที่ไม่ทำร้ายพวกอเวนเจอร์หรือเจ้าหน้าที่ชิลด์เลยสักคน

 

 

 

 

 

 

“ฉันไม่แน่ใจนัก คลินท์.....แต่ถ้าไม่มีใครสามารถหยุดเขาแล้วไว้ได้ล่ะก็...ชีลด์ก็คงไม่อยู่เฉยหรอก ฉันเองก็คิดว่าธอร์คง...”

 

 

 

 

“เดี๋ยวนะ เมื่อกี้เธอบอกว่าธอร์?”

 

 

 

คลินท์ชะงักไปนิดกับชื่อที่เขาได้ยิน

 

 

 

 

 

 

“อ้อ...ใช่ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขาติดต่อกันได้ยังไง แต่สตาร์คบอกว่าเขาติดต่อกับธอร์ไปแล้ว และคิดว่าเขาคงจะมาในอีก...”

 

 

 

 

คลินท์กดวางสายแล้วรีบวิ่งไปทางโรงเก็บเครื่องบินและรถถังของหน่วยชีลด์ทันที  โดยที่พยายามให้กล่องเค้กที่หอบอยู่ในอ้อมแขนกระเทือนน้อยที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

ฮัล์คไม่ชอบธอร์...

 

 

 

 

พูดตรงๆ  ว่าค่อนข้างจะเกลียดขี้หน้ามากทีเดียว ซึ่งก็มีใครรู้เหตุผลว่าทำไม

 

 

 

 

 

อาจเป็นเพราะธอร์เป็นคนเดียวที่พอจะต่อกรกับเขาได้อย่างพอฟัดพอเหวี่ยง (จริงๆ ต้องบอกว่าเพราะธอร์เป็นเทพ จึงสามารถสู้กับเขาได้โดยไม่โดนจับทุ่มตายไปเสียก่อน) และอาจจะเพราะคำพูดบางอย่างที่อาจไม่ถูกนักในความคิดของบรูซที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วยหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้

 

 

 

 

 

คลินท์จึงรู้สึกว่าถ้าเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากให้ธอร์ต้องออกไปตามฮัล์ค เพราะแทนที่จะทำให้ทางนั้นสงบลง กลับทำให้เจ้าตัวยิ่งอาละวาดหนักข้อเข้าไปใหญ่ และไม่พ้นจะต้องต่อสู้กันจนหน่วยชีลด์เสียหาย พังพินาศไปอีกอย่างคราวก่อนเป็นแน่

 

 

 

 

 

ร่างกำยำของเจ้าหน้าที่หนุ่มวิ่งมาจนถึงหน้าชัตเตอร์เลื่อนเปิดปิดของโรงเก็บเครื่องบินที่ทะลุเป็นรูกว้างเหมือนโดนจับฉีกออกไปด้วยแรงมหาศาลนั้นแล้วก็พลันนึกขึ้นได้...

 

 

 

 

 

 

แย่ล่ะสิ...

 

 

 

เขาไม่ได้เอาธนูมา...

 

 

 

 

 

 

สิ่งที่เลวร้ายที่สุด และ งี่เง่าที่สุด ก็คือการมาเผชิญหน้ากับฮัล์คด้วยมือเปล่าโดยไม่มีแม้แต่อาวุธสักชิ้น...

 

 

 

 

นอกจากกล่องเค้กในมือ ซึ่งก็ไม่สามารถเรียกได้ว่ามันคืออาวุธเสียหน่อย...

 

 

 

 

 

 

แค่ไม่อยากให้บรูซที่อยู่ในร่างฮัล์คต้องต่อสู้กับใคร และต้องรู้สึกผิดมากไปกว่านี้อีกแล้วหลังจากที่เจ้าตัวกลับเป็นคนเดิม...ก็ทำให้เขาไม่คิดหน้าคิดหลัง พาตัวเองมาที่นี่เสียแล้ว

 

 

 

 

 

คลินท์ บาร์ตัน คิดว่าหากตัวเองยามปกติ มาเห็นสภาพเขาตอนที่วิ่งมายังโรงเก็บเครื่องบิน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามีอันตรายอะไรบางอย่างรออยู่ แต่ก็ไม่คิดจะใคร่ครวญหรือเตรียมแผนใดรองรับเพื่อป้องกันตัวเอง คงต้องคิดว่าตัวเองเสียสติไปแล้วแน่ ๆ ...

 

 

 

 

 

 

เจ้าหน้าที่หนุ่มชีลด์ถอนหายใจ ก่อนจะส่ายหน้าไปมาไล่ความคิดสับสนของตัวเอง ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้ เขาคงถอยหลังกลับไปไม่ได้อีกแล้ว ร่างกำยำก้าวข้ามชิ้นส่วนของชัตเตอร์เหล็กกล้าที่ถูกฉีกออกมาจากบานพับเป็นชิ้น ๆ วางขวางทางอยู่บนพื้น สอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ดูเหมือนว่าโรงเก็บเครื่องบินจะจะตกอยู่ในความเงียบมากเกินไป

 

 

 

 

 

หรือว่าบรูซ แบนเนอร์ จะกลับเป็นเหมือนเดิมแล้ว?

 

 

 

 

 

 

“ดร.แบนเนอร์...”

 

 

 

 

คลินท์เอ่ยออกไปด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก แต่คิดว่าคงพอทำให้อีกฝ่ายที่หากว่ายังอยู่ที่นี่พอได้ยิน เนื่องจากเสียงสะท้อนก้องไปในลานจอดเครื่องบินที่ปิดทึบ และเงียบสนิท

 

 

 

 

 

“ดร.แบนเนอร์.....คุณอยู่ที่นี่รึเปล่า..? “

 

 

 

 

 

“ดร.แบน............”

 

 

 

 

 

!!!

 

 

 

 

 

เสียงถูกกลืนหายไปในลำคอแทบจะทันทีที่คลินท์สังเกตเห็นดวงตาวาวโรจน์สีเขียวสะท้อนแสงอยู่ในมุมหนึ่งของลานจอดหลังเครื่องบินทิ้งระเบิดภายใต้แสงไฟที่เหมือนติด ๆ ดับ ๆ 

 

 

 

 

ช้าเกินไปที่จะหนี ป่วยการที่จะวิ่ง เพราะเพียงชั่วเวลาลัดนิ้วที่เขาตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง เจ้าของดวงตานั่นก็โผล่ออกมา แล้วก้าวเดินตรงมาอย่างรวดเร็วจนมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว

 

 

 

 

ฮัล์ค ยักษ์เขียวตัวใหญ่ที่ใคร ๆ ก็หวาดกลัว ด้วยร่างกายที่ขยายใหญ่โตและเต็มไปด้วยพละกำลังมหาศาล ยามที่มีอะไรมาสะกิดอารมณ์จนทำให้เขารู้สึกกดดัน หรือ ฉุนเฉียวอย่างแรง และพร้อมที่จะอาละวาดได้ทันที หากอารมณ์นั้นถูกกระตุ้นให้เดือดดาลจนควบคุมไม่อยู่

 

 

 

 

แต่คลินท์กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายสงบลงกว่าเดิม ไม่คุ้มคลั่ง ดุร้ายเหมือนแต่ก่อน ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะจ้องมองเขาด้วยแววตาฉุนเฉียวแบบกดดัน และลมหายใจฟึดฟัดที่ดูเหมือนจะไม่พอใจอย่างแรงนั้น แต่ว่าไปแล้ว ฮัล์คก็ไม่ได้คิดจะตรงเข้ามาทำร้ายเขาเสียทีเดียว ซ้ำยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยสายตาที่จ้องจะไล่เขาไปให้ไกล มากเสียกว่าอยากจะเข้ามาจับเขากิน จนทำให้เขาคิดว่าอาจจะพอเจรจาด้วยได้

 

 

 

 

แต่ถึงอย่างนั้น...ฮัล์ค ก็คือ ฮัล์ค

 

 

 

 

เขาเองก็รู้สึกกลัวจนอดที่จะต้องถอยหลังหนีไปอีก 2-3 ก้าวไม่ได้เหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

“ฮัล์คไม่ใช่แบนเนอร์! ตอนนี้แบนเนอร์ไม่อยู่! ”

 

 

 

 

เสียงพูดแหบเครือและทุ้มต่ำในลำคออีกฝ่าย ถูกเปล่งออกมาเหมือนคำรามใส่เสียมากกว่าจนคลินท์ต้องหยีตา

 

 

 

 

 

“.....ผมรู้......”

 

 

 

 

เจ้าหน้าที่หนุ่มยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ไม่ต้องให้บอกเขาเองก็เห็นอยู่ตรงหน้าชัด ๆ แต่ขืนพูดอะไรขัดใจออกไป เกรงว่าเขาจะโดนซัดกระเด็นเอาเสียมากกว่า

 

 

 

 

 

“แล้วตัวเล็กต้องการอะไร?! ตัวเล็กเป็นใคร?! ”

 

 

 

ร่างใหญ่โตขนาดที่แทบชนเพดานสูงของโรงเก็บเครื่องบินเดินเข้ามาใกล้จนคลินท์รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นที่ยืนอยู่ ฮัล์คก้มลงมาจ้องมองชายหนุ่มใกล้ ๆ ดวงตาที่เบิกกว้างนั้นคล้ายจะมองอย่างฉงน ก่อนจะแยกเขี้ยวใส่

 

 

 

 

“หรือตัวเล็กอยากให้....ฮัล์คโกรธ?!!”

 

 

 

 

 

“.....ผมเปล่า.....”

 

 

 

 

คลินท์จ้องหน้ากลับ พยายามควบคุมตัวเองให้เอ่ยตอบไปนิ่ง ๆ ไม่ให้เสียงสั่น ทั้งทีจริงตัวเองก็กลัวแทบตายในระยะใกล้เพียงแค่นี้  

 

 

 

 

“และถ้าคุณจำได้....ผมคือเจ้าหน้าที่คลินท์ บาร์ตัน หรือ ฮอว์คอาย...คนที่เคยยิงธนูใส่คุณ”

 

 

 

 

 

“คิวปิด?”

 

 

 

 

 

คำที่ได้ยินอดทำให้คลินท์รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาทันที...ซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามาจากความ ไม่ชอบ ไม่พอใจ เขินอายที่ถูกหยอกล้อ หรือ เพราะทั้งหมดนั้นรวมกัน กันแน่

 

 

 

 

 

ให้ตายเถอะ....เป็นเหมือนกันทั้งคู่เลย

 

 

เอะอะ อะไรก็เอาแต่เรียกเขาว่า คิวปิด ๆ อยู่ได้...

 

 

 

 

 

 

 

“ผมไม่ใช่...”

 

 

 

 

คลินท์เม้มปากแน่นกำลังคิดว่าจะตอบกลับไปอย่างไรดีไม่ให้อีกฝ่ายโมโหมากไปกว่านี้ และทำให้ตัวเองคลายความรู้สึกแปลก ๆ ที่โดนเรียกแบบนั้นได้บ้าง แต่กลับโดนฮัลค์คว้าตัวหมับทันที โดยไม่ทันได้ตั้งตัว

 

 

 

 

 

“ฮัล์คไม่รู้ว่าคิวปิดต้องการอะไร....แต่ฮัล์คไม่ต้องการ!!”

 

 

 

 

 

ฮัล์คตะคอกใส่หน้าร่างเล็กในมือ ที่เหมือนจะเบิกตากว้างอย่างตกใจ ยักษ์เขียวเบะปากใส่ ทำหน้าเหมือนไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเหวี่ยงร่างในมือทิ้งไป

 

 

 

 

 

“ปล่อยฮัล์คไว้คนเดียว! และออกไปก่อนที่ฮัล์คจะโมโห!!!”

 

 

 

 

ร่างที่เล็กกว่าถูกเหวี่ยงกระเด็นจากมือฮัลค์ไปกระแทกผนังแล้วร่วงลงนอนกองบนพื้น รู้สึกจุกจนแทบพูดอะไรไม่ออก แต่ไม่รู้สึกเจ็บมากเท่าไหร่นักและไม่คิดว่าตัวเองจะบาดเจ็บมากไปกว่าอาการบอบช้ำภายนอก เหมือนอีกฝ่ายจะยั้งมือไว้ไม่ให้ทำร้ายเขา นอกจากจะทำให้เขารู้สึกกลัวและเจ็บตัวบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ จนยอมเป็นฝ่ายหนีไปมากกว่า

 

 

 

 

คลินท์นิ่วหน้า พยายามยันตัวให้ลุกขึ้นยืนจนได้ แขนข้างหนึ่งโอบลำตัวเหมือนจะประคองตัวเองไว้ไม่ให้รู้สึกเจ็บมากไปกว่านี้ก่อนจะเดินไปที่กล่องเค้กที่หล่นอยู่ไม่ไกลจากเขานัก...

 

 

 

 

 

ไม่อยากจะคิดว่าป่านนี้ของข้างในจะเละขนาดไหน...

 

 

 

 

 

 

“ผม....ไม่ไป...”

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มเม้มปาก รู้สึกเหมือนปั่นป่วนในช่องท้องและเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกอยู่ในลำคอ ระหว่างที่ปรายตาลงมองกล่องเค้กที่มีรอยยับย่นตรงมุมกล่องจนบุบบี้เข้าไปเพราะแรงกระแทกเมื่อร่วงหล่นบนพื้นเมื่อครู่นี้เอง

 

 

 

 

 

 

การที่ทำอะไรอย่างจริงจังเพื่อใครสักคนแล้วถูกปฏิเสธตรง ๆ ต่อหน้า......บางครั้งมันก็เจ็บปวดเกินไป

 

 

 

 

 

และ...

 

 

 

 

 

อาจจะเกินไป....กว่าที่ คลินท์ บาร์ตัน จะเข้าใจด้วยซ้ำ

 

 

 

 

 

 

“ผมแค่....อยาก..”

 

 

 

 

 

คลินท์เอ่ยออกไปช้า ๆ  ค่อย ๆ ก้มตัวลง พยายามหยิบกล่องใบนั้นมาถือไว้ทั้ง ๆ  ที่มือสั่นระริก ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันมาจากความรู้สึกบางอย่างลึก ๆ ในใจ หรือ เพราะร่างกายที่ดูเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันทีตอนเห็นสภาพของกล่องนั่น หรือ เพราะอาการบาดเจ็บของเขาจากการที่โดนเหวี่ยงไปกระแทกอัดเข้ากับผนังกันแน่...

 

 

 

 

 

“คิวปิด-ต้อง-ออกไป-เดี๋ยวนี้!!!”

 

 

 

 

 

ฮัล์คที่ยังไงก็ดูเหมือนจะไม่สนใจท่าทีนั้นแน่ ตรงเข้ามาผลักร่างอีกคนออกไป (หรืออาจจะเรียกได้ว่า ' ดีด ' ) อาจเพราะสติของ บรูซ แบนเนอร์ที่ยังหลงเหลืออยู่แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็มากพอที่ทำให้การออกแรงนั้นเป็นไปเพียงไม่ถึงครึ่งของแรงทั้งหมดที่ควรกระทำต่อเหยื่อ และแน่นอนว่ามากพอที่จะทำให้ฮัล์คดับความกระหายอยากที่แทบจะฉีกร่างของคนตรงหน้าออกมาเคี้ยวกินได้เสียด้วย

 

 

 

 

โดนตะคอกใส่ ซ้ำยังโดนผลักโดยไม่ทันตั้งตัวอีกรอบ คลินท์ บาร์ตัน กระเด็นหงายหลังลงไปกระแทกกับพื้นเย็นเฉียบ กล่องเค้กที่ถือไว้ในมือลอยอยู่กลางอากาศก่อนจะหล่นตุ้บลงบนหัวเขาเอง ชายหนุ่มสะบัดหน้านิด ๆ ไล่ความมึนงง รู้สึกเหมือนหัวหนักอึ้งเล็กน้อยจนคิดว่าถ้าไม่เอามือประคองไว้มันก็คงจะหลุดจากบ่าลงไปกลิ้งบนพื้นเป็นแน่ เจ้าตัวพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง โดยไม่ทันรับรู้ด้วยซ้ำว่า มีเค้กก้อนโตโปะอยู่บนหัว มิหนำซ้ำกล่องที่ยับเยินไปหมดจนทนไม่ไหวก็ขาดออกจากกันจนร่วงไปกองบนพื้นด้านหลังเสียแล้ว...

 

 

 

 

ค่อย ๆ ยกมือขึ้นขยี้ตาที่รู้สึกว่าฝ้ามัวขาว ๆ เหมือนมองอะไรไม่ชัดเจน ก่อนสายตาที่ถูกเช็ดเอาม่านขาวนั้นออกไปจนปรับโฟกัสได้ชัดขึ้นจะเห็นว่าสิ่งที่ติดอยู่บนหลังมือนั่นคือ ครีม....

 

 

 

 

คลินท์เบิกตากว้าง เหมือนจะรับรู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ก็ไม่ได้ไวไปกว่าสายตาของฮัล์คที่ตอนนี้มองเห็นอีกฝ่ายได้ชัดเจนกว่า

 

 

 

 

ร่างเล็กที่นั่งอยู่บนพื้นเพราะถูกเขาผลักออกไปเบา ๆ (?) จนหงายหลัง กล่องในมือที่น่าสงสัยอยู่นานตั้งแต่แรกที่เจ้าตัวถือเอาไว้เหมือนสำคัญนักหนานั่นก็คือกล่องใส่เค้ก ที่ตอนนี้เค้กทั้งก้อนวางโปะอยู่บนหัวของคนตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว ครีมชีสสีขาวสะอาดตาเลอะเปื้อนไปบนผมสั้นสีอ่อนที่เซ็ตตั้งขึ้นจนกลายเป็นแนบลู่ลงมา ใบหน้า และตามเสื้อแจ็คเก็ตสีกรมท่านั้นเต็มไปด้วยร่องรอยคราบสีขาวของครีม และ เศษชิ้นสีเขียวเหมือนฟองน้ำชิ้นเล็ก ๆ ของเค้กที่แตกออกกระจายอยู่ประปราย

 

 

 

 

 

คิวปิดตัวน้อยกำลังเบิกตากลม ๆ แป๋ว ๆ นั่นพยายามมองขึ้นไปเหนือหัวตัวเองว่ามีอะไรอยู่...

 

 

 

 

 

ตาสีฟ้าเข้ม....ที่เหมือนจะเข้ากันได้ดีกับ...เนื้อเค้กสีเขียวสดที่มองเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อไม่มีครีมบดบังและเว้าแหว่งไปบ้าง

 

 

 

 

 

สีเขียว...?

 

 

 

 

 

คลินท์ก้มลงมองมือและเสื้อตัวเองที่เลอะครีมสีขาวเป็นหย่อม ๆ  พยายามจะเช็ดออกอย่างลวก ๆ เพราะไม่ต้องการอยู่ให้อีกฝ่ายรำคาญมากไปกว่านี้อีกแล้ว เขาเข้าใจดีแล้วว่าความหวังดีที่ต้องการจะหยิบยื่นให้อีกฝ่ายนั้นถูกปัดทิ้งไปอย่างไม่มีชิ้นดีพอ ๆ กับเค้กที่เขาอุตส่าห์ทำนั้น โดยไม่ทันสังเกตสายตาของฮัล์คที่จับจ้องอยู่ด้วยแววตาที่อ่อนลงกว่าเดิมมาก

 

 

 

 

 

“ถ้าอย่างนั้น...ผม.....ไปก็ได้....”

 

 

 

 

ร่างเล็กเม้มปาก รู้สึกเหมือนตัวเองหดเล็กลงกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ

 

 

 

 

“...ขอโทษ....ที่ทำให้คุณโกรธ”

 

 

 

 

คลินท์ที่ลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้าไปทางฝั่งที่ยักษ์เขียวยืนอยู่ โดยที่สายตายังหรุบลงมองพื้น ไม่กล้าจ้องหน้าฮัล์คตรง ๆ  แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงมือใหญ่สีเขียวที่เอื้อมมาอยู่ตรงหน้า นิ้วมือใหญ่ประคองใต้คางคนตัวเล็กกว่าให้เงยหน้าขึ้น ก่อนที่ปลายนิ้วจะค่อย ๆ แตะลงบนหน้าเขาอย่างแผ่วเบา เช็ดเอาคราบครีมที่เลอะอยู่บนใบหน้าออกช้า ๆ โดยพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ออกแรงมากเกินไปจนทำให้เขาเจ็บอีก ซึ่ง...

 

 

 

 

คลินท์คิดว่ามันอ่อนโยนมาก...

 

 

 

 

สายตาคมเหลือบขึ้นจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความงุนงงกับการกระทำนั้นอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อฮัล์คเลื่อนปลายนิ้ว ไล่ขึ้นไปจนถึงหน้าผาก เส้นผม และหยิบเอาชิ้นส่วนของเค้กติดมือมาด้วยชิ้นเล็กๆ

 

 

 

 

 

“คิวปิด...เอาเค้กมาให้ฮัล์คเหรอ?”

 

 

 

ดวงตาสีเขียววาววับจ้องมองเค้กบนนิ้วตัวเองสลับกับใบหน้าของอีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะนิ่งอึ้งอยู่

 

 

 

“หรือ....ตั้งใจจะให้แบนเนอร์?”

 

 

 

 

 

 

เหมือนคำพูดนั้นจะทำให้เขาหลุดจากภวังค์  คลินท์กระพริบตาปริบก่อนส่ายหน้าไปมา

 

 

 

 

 

“พูดอะไรน่ะครับ....ผมก็ตั้งใจเอามาให้ ' คุณ ' ทั้งคู่นั่นแหละ”

 

 

 

 

หนุ่มนัยน์ตาเหยี่ยวยิ้มออกมานิด ๆ เป็นยิ้มที่เขาคิดว่าไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย แต่มันกลับออกมาเองโดยไม่รู้ตัว

 

 

 

 

 

 “สุขสันต์วันเกิดนะครับ...”


 

 

 

ชั่วขณะที่คลินท์เหมือนจะเห็นว่าริมฝีปากของยักษ์เขียวตรงหน้ากระตุกยิ้มหน่อย ๆ และได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ  ในลำคออย่างพึงพอใจ ก่อนที่ร่างของยักษ์ใหญ่สีเขียวนั้นจะค่อย ๆ หดตัวลงกลายร่างเป็น บรูซ แบนเนอร์ คนเดิม

 

 

 

 

 

“ดร.แบนเนอร์!”

 

 

 

 

คลินท์รีบปราดเข้าไปรับตัวอีกฝ่ายไว้ทันที ก่อนที่คนตรงหน้าที่ยืนโงนเงนเหมือนหมดแรงนั้นจะล้มเอาหน้าฟาดลงพื้นเสียก่อน

 

 

 

 

 

“.....สวัสดี....เจ้าหน้าที่บาร์ตัน”

 

 

 

บรูซหรี่ตาที่ปรือเหมือนง่วงงุนของเขาขึ้นมองใบหน้าที่อยู่ใกล้นั้นเล็กน้อย

 

 

 

“อ้อ....ไม่สิ....คลินท์...”

 

 

 

 

พูดจบก็ยิ้มออกมาแล้วฟุบหน้าลงกับแผ่นอกของคนตรงหน้าทันที ร้อนถึงคลินท์ที่ตกใจจนต้องรีบประคองอีกฝ่ายให้ค่อยๆ  นั่งลง โดยที่มือพยายามดันหน้าของบรูซให้ออกห่างจากตัวเท่าที่จะทำได้อย่างอัตโนมัติ แต่ก็ไม่วายถูกดร.หนุ่มอิงซบอยู่ดี

 

 

 

 

 

“ดร.แบนเนอร์...นี่คุณ..”

 

 

 

 

 

“หืม...? ....กรีน เวลเว็ตเค้กเหรอ? ”

 

 

 

บรูซพึมพำขึ้นมาทันทีที่มองเห็นเศษเค้กและครีมชีสสีขาวบนมือตัวเองของตัวเอง ก่อนจะไล่สายตามองไปยังคนตรงหน้าที่เหมือนจะมุ่นคิ้วนิด ๆ บนหัวยังมีก้อนเค้กแหว่งๆ  ครีมถูกปาดหายไปบางส่วนแบบเละ ๆ  ดร.หนุ่มยิ้มขำ ขัดกับคลินท์ที่เหมือนจะหน้าบึ้งขึ้นมาทันที เมื่อรู้ว่าถูกมองอย่างขบขันเพียงไร

 

 

 

 

ดร.หนุ่มส่ายหน้าไปมาเบาๆ  เป็นเชิงไม่ให้อีกฝ่ายพูดหรือขยับตัว แล้วเอื้อมหยิบเอาชิ้นเค้กนั้นออกมาใส่ปากเคี้ยว ขณะที่สายตาจ้องมองคนตรงหน้าที่เหมือนจะเลอะเค้กไปหมดแล้วทั้งตัว

 

 

 

 

 

“อร่อย......นายทำเหรอคลินท์?”

 

 

 

 

คลินท์รู้สึกว่าตัวเองหน้าขึ้นสีเล็กน้อยกับสายตาและคำชมนั้น

 

 

 

 

 

“ไม่ใช่ผม...”

 

 

 

เจ้าหน้าที่หนุ่มของชีลด์เม้มปาก หรุบสายตาลงมองพื้นอย่างเดียว พยายามเสตามองไปทางอื่นที่ไม่ต้องถูกจับจ้อง แต่ก็ไม่วายรู้สึกเหมือนสายตาจ้องมาแบบรอคอยคำตอบนั้นทิ่มแทง

 

 

 

 

 

“นาตาชาต่างหาก....”

 

 

 

 

พูดออกไปทั้งที่ในใจก็รู้สึกแปลก ๆ หากเขาบอกว่านาตาชาเป็นคนทำ คำชมเมื่อครู่นั้น ก็สมควรแล้วที่บรูซจะมอบให้กับเพื่อนสาวของเขา...

 

 

 

 

 

ทำไมเขาต้องรู้สึกไม่พอใจด้วย?

 

 

 

แล้วทำไมเขาถึงต้องรู้สึกว่า...อยากให้คำชมนั่นเป็นของเขาเพียงคนเดียวมากกว่า?

 

 

 

 

 

 

“นาตาชา...?”

 

 

 

 

บรูซเลิกคิ้ว

 

 

 

“เธอบอกฉันว่าที่นายถึงมาช้าก็เพราะนายกำลังทำ.........ไม่ใช่เหรอ?”

 

 

 

 

 

 

คลินท์เหมือนจะหน้าเหวอไปนิด ๆ กับคำพูดนั้น นาตาชาเองก็บอกเขาทางโทรศัพท์เหมือนกันว่า เธอบอกบรูซเรื่องที่เขาเป็นคนทำเค้กนี่ไปแล้ว แต่เขาก็แค่คิดว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่นที่เธอต้องการจะให้เขารู้สึกเขินอายที่โดนหยอกเย้าเสียมากกว่า

 

 

 

 

“....อันที่จริง....นาตาชาเป็นคน...สอนให้ผมทำ...”

 

 

 

 

คลินท์เอ่ยตอบไปเสียงค่อย ตะกุกตะกักเหมือนพยายามเรียบเรียงคำพูด หากแต่บรูซจับมือเขาเอาไว้แล้วพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

 

 

 

 

“....ขอบคุณมาก....คลินท์.....”

 

 

 

 

 

เท่านั้นเองที่เหมือนกับความกังวลใจทั้งหมดของเขาจะหายไปหมด คลินท์ยิ้มออกมาได้นิด ๆ แต่ก็ไม่วายที่จะมุ่ยหน้าอีกครั้งเมื่อสายตามองเห็นร่างของอีกฝ่าย แล้วนึกขึ้นได้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ตรงนี้

 

 

 

 

 

 

“ดร.แบนเนอร์....”

 

 

 

 

เจ้าหน้าที่หนุ่มขมวดคิ้วมุ่นจ้องมองอีกฝ่ายที่อยู่ในร่างเปลือยเปล่าเพราะเพิ่งกลับคืนร่างเดิมเมื่อครู่นี้ ซึ่งตอนนี้นั่งเอนพิงอยู่ตรงไหล่เขา

 

 

 

 

 

“คุณคิดอะไรของคุณ ถึงได้ทำแบบนี้ครับ....?”

 

 

 

 

 

เขาหมายถึงบรูซจะกลายร่างเป็นฮัล์คทำไม ในเมื่อเจ้าตัวสามารถวิจัยเซ่รุ่มที่ระงับอารมณ์โกรธของตัวเองได้ ซ้ำเซรุ่มยังให้ผลที่ทำให้ฮัล์คไม่ดุร้าย อาละวาด พูดคุยด้วยแทบไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน แถมเจ้าตัวยังเป็นคนบอกเองว่า เขาโกรธเมื่อไหร่ก็ได้ที่อยากโกรธ (เพราะเขาโกรธอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว)

 

 

 

 

บรูซหันไปมองใบหน้าอีกฝ่าย ที่ก้มลงมองเขาแบบสงสัยกึ่งไม่พอใจที่ทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเมื่อครู่ ก่อนจะระบายยิ้มบนใบหน้า

 

 

 

 

 

 

“เพราะว่า...  บิ๊กกรีน เอง....ก็อยากได้ของขวัญวันเกิดจาก คิวปิด  ...ล่ะมั้ง?”

 

 

 

 

 

คลินท์ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดตาตัวเองไว้ หันหน้าหนีไปอีกทางเหมือนไม่อยากรับรู้สิ่งใด ไม่อยากให้อีกฝ่ายที่จ้องมองมารู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรตอนนี้ หรืออย่างน้อย ก็ไม่ต้องการเห็นสายตาของอีกฝ่ายที่จ้องมองมาแล้วรู้ว่าเขาหน้าแดงแค่ไหน...

 

 

 

 

 

คลินท์ บาร์ตัน คิดว่าตอนนี้เขาคงหน้าแดงไปถึงใบหู....

 

 

 

 

 

“คุณนี่มัน.......”

 

 

 

 

 

 

ไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาว่าอีกฝ่ายได้และเหมือนสมองจะรวนเสียจนคิดอะไรไม่ออก ยิ่งรู้สึกถึงอ้อมกอดอบอุ่นที่กอดกระชับเขาแน่นขึ้น ยิ่งทำเอาความคิดที่จะต่อว่าคนตรงหน้าปลิดปลิวหายไปจนหมด

 

 

 

 

 

คลินท์เม้มปากแน่น ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายกอดไว้โดยไม่คิดจะขัดขืนแต่อย่างใด...

 

 

 

 

 

 

จะยอมให้... 1 วันก็แล้วกัน....

 

 

 

สุขสันต์วันเกิดนะ.....ดร.บรูซ แบนเนอร์  แล้วก็..... ฮัล์ค

 

 

 

 

 

 

Fin

---------------------------------------------

 

 

 

 

*ตะกายออกมาตายใต้เส้น*

 

 

 

ฟินจริง ๆ หลังจากที่เขียนจบ *ฮา*

 

 

 

ฟิคนี้เรียกว่าเป็นฟิคฉบับเร่งด่วนมากที่เราเขียนขึ้นมา เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับ ' ฮัล์ค ' โดยเฉพาะครับ

 

 

จริง ๆ เรียกว่าแย่มากที่เช็คทวิตเตอร์วันนี้ แล้วก็เห็นว่า เฮ้ย! วันนี้วันเกิดฮัล์คนี่นา? แล้วก็ถามตัวเองไปด้วยว่า แปลว่าวันเกิดของคุณดร.บรูซ แบนเนอร์ด้วยสินะ? แล้วก็คิดว่า อยากจะลองเขียนช็อทฟิคขึ้นมาสักเรื่องนึง สำหรับอวยพรวันเกิด แล้วก็เป็นของขวัญสำหรับคู่ ฮัล์คฮอว์ค ด้วย

 

 

 

ฟิคอันเร่งด่วนจนเรียกว่าเผานี้ จึงถูกเขียนโครงเรื่องคร่าว ๆ ขึ้นระหว่างที่เรากำลังทำงานอยู่ และได้ฤกษ์กลับมาพิมพ์ที่บ้านตอนประมาณ 3 ทุ่ม หลังจากที่สังสรรค์กับครอบครัวตัวเองเรียบร้อย

 

 

 

และเสร็จ...ทันเวลา ก่อน เที่ยงคืน ของวันนี้ ภายในไม่กี่นาที

 

 

 

#ตาย


 

เลยทำให้เราต้องรีบลงเอนทรี่ฟิคนี้เอาไว้ก่อน เพราะกลัวจะไม่ทัน หวังว่ามันคงไม่แย่เกินไปนัก และทุกคนโปรดเข้าใจเราด้วยนะ ว่าเป็นฟิคที่เราไม่เคยตาลีตาเหลือกเขียนได้เร็วขนาดนี้มาก่อน

 

 

ถ้าผิดพลาดอะไรไป มีคำผิด ภาษาแย่ตรงไหน หรือ อะไรที่ผิดคาร์แร็คเตอร์ไปบ้าง เราก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ =w=////

 

 

 

ขอให้ทุกคนมีความสุขไปกับฟิคนะครับ❤

 

 

 

สุขสันต์ วัน Hulk Day ครับ ----❤  >w<

 

 

 

 

 

 

แปะเพิ่มเติมนิดหน่อย...

 

 

 

 

 

นี่คือเค้ก เรด เวลเว็ต (Red Velvet Cake) ที่ถูกเอ่ยถึงในเรื่องครับ

 

 

Credit : rarebirdfinds.typepad.com

 

 


 

 

ส่วนนี่คือเค้ก กรีน เวลเว็ต (Green Velvet Cake) ที่คลินท์ทำครับ คิดว่าหน้าตาคงประมาณนี้

 

 

 

Credit : memoq8.com

 

 


 

 

เขียนฟิคเรื่องนี้แล้ว รู้สึกอยากทำเค้กฮัล์ค ((เราเรียกเค้กกรีน เวลเว็ต ว่า เค้กฮัล์คไปแล้ว *ฮา* )) ขึ้นมาทันทีเลยครับ =w=/// ❤

 

 

 

Credit วิธีทำเค้ก : www.bakerella.com

 

 


 

 

 

Ps.และแล้วก็เข็นฟิคนี้มาก่อนเรื่องที่แล้วตอนที่ 3

Ps2.ขอดองไว้ก่อนแน่ ๆ ครับ เพราะตอนนี้...ฟินจนเกลาภาษาลำบาก

Ps3.ไม่ได้ขอให้ใครมารัก ไม่ได้ขอให้ใครจำใจต้องฝืนทนอ่านฟิคของคู่ ' ฮัล์คฮอว์ค ' เราเขียนเพราะเรามีความสุขที่จะเขียน เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ชอบ ถ้ารับไม่ได้ ก็ไม่ว่ากันครับ ปิดหน้าต่างออกไปเลย

Ps4.เราดีใจที่รู้ว่ามีคนอ่าน และ เชียร์คู่นี้อยู่นะครับ ถึงจะเข้ามาอ่านโดยไม่เม้นก็ตามที แต่เราก็ดีใจทุกครั้งที่เห็นยอดวิวเพิ่ม ขอบคุณมาก ๆ ครับ❤

 

edit @ 1 Jun 2012 21:19:31 by Rima

edit @ 1 Jun 2012 21:32:16 by Rima

edit @ 2 Jun 2012 01:51:45 by Rima