Title: You belong with me

Chapter : I/III

Fandom: The Avengers [2012]

Pairing: Bruce Banner/Hulk x Clint Barton/Hawkeye

Rate: PG-13

Author: Rima

Before reading: There is Yaoi Fiction. If you can't stand it so, please... Click the red cross button over this blog and leave out.

 

 

----------------------------------------------------------

 

 

“มันจะต้องดีขึ้นแน่ ๆ คลินท์... นายจะไม่เป็นไร”


 

“ไม่ได้... มันรอไม่ได้...ต้องรีบเอามันออกไป”


 

“เจ้ามีหัวใจ...”


 

“เล่าทุกอย่างที่เจ้ารู้ให้ข้าฟัง...บาร์ตัน”


 

“เหมือนสมองถูกควักออกมาแล้วเอาไปปั่นเล่น แล้วยัดอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ตัวตนของเรากลับเข้ามา”


 

“เธอเข้าใจคำว่า ถูกชำเรา มั้ย?”


 

 

คลินท์ บาร์ตัน ฝันเห็นภาพเหล่านั้นซ้ำไปซ้ำมา ถึงเรื่องราวความผิดพลาดในครั้งนั้นที่ผ่านมานานแล้วจะดูรางเลือน แต่เมื่อใดก็ตามที่หลับตาลง ทุกภาพ ทุกการกระทำ ทุกคำพูดเหล่านั้นกลับแจ่มชัดฝังแน่นอยู่ในสมอง รบกวนความรู้สึกนึกคิดให้พาลนอนไม่หลับจนต้องพึ่งยานอนหลับ แต่เมื่อได้หลับลึกกลับเอาแต่ฝันแบบเดิมเหมือนจิตใต้สำนึกยังคงไม่ลืมช่วงเวลาเลวร้ายนั้น แย่ยิ่งกว่าคือเพราะฤทธิ์ยาทำให้เขาลืมตาตื่นไม่ได้ เป็นความทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่หลีกหนีไม่พ้น...

 

 

เหยี่ยวแห่งชีลด์นอนขดตัวอยู่บนผ้าห่มยับย่น เหงื่อผุดพรายที่ขมับ ส่งเสียงครางเครือต่ำ ๆ ในลำคอ คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ลูกตาภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทนั้นกรอกไปมาอย่างบ้าคลั่ง มือขยุ้มบนผ้าปูที่นอนแน่นแทบจิกออกมาขาดคามือ

 

 

 

 

บรูซ แบนเนอร์ กดโทรศัพท์ดูเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันนี้แล้วก็ไม่อาจรู้ได้ ปลายนิ้วแตะไปบนหน้าจอสัมผัส ไล่ไปยังรายชื่อของคนที่เขาต้องการโทร.หา แต่ก็หยุดค้างไว้แค่นั้น ไม่ยอมกดโทร.ออกเสียที เพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ไม่รู้จะใช้เหตุผลอะไรในการเรียกให้อีกฝ่ายมาเจอ หลังจากครั้งล่าสุดที่ได้เจอกันนั้น เขาเป็นฝ่ายขอเบอร์ติดต่อคลินท์ไว้ ซึ่งถึงแม้เจ้าตัวไม่ปฏิเสธที่จะให้ความเป็นส่วนตัวถูกรุกล้ำ แต่เขาก็ไม่มั่นใจนักว่า หากเขาโทร.ไปจริง ๆ จะเป็นการรบกวนมากเกินไปหรือเปล่า

 

 

เขาก็แค่อยากเจอ...อยากพูดคุยกับหนุ่มเจ้าของนัยย์ตาเหยี่ยวคนนั้น

 

 

มันก็แค่นั้น

 

 

 

 

RRRrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr....

 

 

มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงแผดร้องเสียงดังอยู่พักใหญ่ เพราะเจ้าของเครื่องยังไม่ยอมกดรับสายเสียที แต่จนแล้วจนรอด ก่อนที่จะตัดสายทิ้งไปโดยอัตโนมัตินั้นเอง มือของคลินท์ก็ตะกายเอื้อมมากดรับสายได้อย่างทันท่วงที เจ้าหน้าที่หนุ่มชีลด์ที่ตัวยังคงนอนอยู่บนเตียง ตายังลืมขึ้นมาไม่สนิทดีหยิบมือถือขึ้นมาแนบหูแล้วกรอกเสียงทักทายโดยไม่ทันได้มองหน้าจอ

 

 

“ครับ...”

 

 

“ฮัลโหล...คลินท์ เอ่อ... นี่ฉันเองนะ ดร.บรูซ แบนเนอร์”

 

 

“ดร.แบนเนอร์?” คลินท์เลิกคิ้ว น้ำเสียงติดจะงุนงงนิด ๆ ที่ได้ยินชื่อของปลายสาย

 

 

 “นี่ฉันโทร.มารบกวนเวลานายรึเปล่า?”

 

 

“เปล่าครับ...ไม่เป็นไร”

 

 

คลินท์ขยับตัวลุกขึ้นนั่งริมเตียง มืออีกข้างดึงเอาผ้าห่มที่เกะกะออกไปให้พ้นทาง เสื้อกล้ามและแผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจนทำเอาผ้าปูเตียงในบริเวณที่นอนนั้นเป็นรอยเปียกชื้นไปด้วย เจ้าตัวยกมือขึ้นขยี้ผม สะบัดหน้าไปมาไล่ความง่วงงุน ความรู้สึกหนักอึ้งบนศีรษะทำเอาประสาทการประมวลผลตอบโต้ช้าไปเล็กน้อย

 

 

 

อันที่จริงคลินท์ไม่คิดว่าบรูซโทร.มารบกวน แต่กลับกัน เขาอยากขอบคุณดร.หนุ่มมากกว่าที่โทร.มาปลุกเขาได้ถูกเวลาพอดี

 

 

 

 

“ฉันเห็นว่ามันค่อนข้างจะเช้าอยู่... แต่คิดว่าปกตินายซ้อมยิงธนูช่วงเช้า” บรูซได้ยินเสียงงึมงำในลำคอของอีกฝ่ายที่ตอบกลับมา ฟังดูเหมือนติดจะงัวเงียเสียมากกว่า

 

 

“หรือว่าฉันรบกวนเวลานอน?”

 

 

“ผมตื่นแล้วครับ... งานคราวนี้ผมไม่ได้เอาธนูมาด้วย” คลินท์ยกมือขึ้นปิดปากหาว พยายามไม่ให้มีเสียงเล็ดรอดเข้าไปในโทรศัพท์

 

 

เป็นเรื่องปกติที่เขาต้องซ้อมธนูตั้งแต่ดึกดื่นจนเกือบสว่าง แต่หลังจากรับงานนอกที่ทำเอาต้องเทียวไปเทียวมาจนเหนื่อย แล้วยังภารกิจในรอบล่าสุดที่ทำให้เขาต้องมาที่วอชิงตัน ดี.ซี. ครั้งนี้อีก ทางหน่วยชีลด์บังคับให้เขาใช้ปืนพกกับปืนไรเฟิลแทนเพราะเป็นสถานการณ์พิเศษ คลินท์เลยจำเป็นต้องขอถอยห่างจากเจ้าเพื่อนคู่ใจที่เขาไม่สามารถพกมาด้วยได้ทั้งที่พยายามยื่นคำร้องกับทางชีลด์แล้วก็ตามว่าความแม่นยำของเขาจะลดลงไปหากว่าถูกใช้กับอาวุธอื่นที่ไม่ใช่ธนู และถึงแม้จะไม่พอใจแค่ไหนที่คำขอร้องถูกปฏิเสธ เขาก็จำใจต้องรับคำสั่งไปตามนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคิดว่าจะใช้เวลาที่ว่างเว้นหลังเสร็จงานพักผ่อนให้เต็มที่สักครั้ง แต่กลับหลับไม่ลงจนต้องพึ่งยานอนหลับที่ขอมาจากหน่วยแพทย์ของชีลด์เสียอีก และนับวันก็เริ่มจะฝันร้ายแบบแปลก ๆ โดยที่ภาพนั้นค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน

 

 

เขาไม่มีทางเลือก ได้แต่ภาวนาว่าวันหนึ่งมันคงหยุดเสียที...

 

 

 

 

“ฉันมาถึงวอชิงตันเมื่อเย็นวาน เห็นข่าวของทำเนียบขาวที่ถ่ายทอดทางทีวีแล้วเห็นนายอยู่ในหน่วยอารักขาผู้นำเลยรู้ว่านายอยู่ที่นี่ ตั้งใจว่าจะติดต่อกับนาย แต่ไม่แน่ใจว่านายจะมีนัดกับ...นาตาชา รึเปล่า เลยไม่ได้โทร.หาน่ะ”

 

 

“นาตาชา?”

 

 

ได้ยินชื่อของเพื่อนสาวคนสวยอย่าง นาตาชา โรมานอฟ หรือ แบล็ค วิโดว์ คลินท์ก็นึกเข้าใจสถานการณ์ได้เลา ๆ คิดเอาเองว่าคนที่โทร.มาคงต้องการจะพูดกับเพื่อนสนิทของเขาคนนี้

 

 

“ขอโทษด้วยนะครับ แต่ช่วงนี้นาตาชาไม่อยู่ที่นี่... ไปทำภารกิจที่แคนาดา”

 

 

คำว่าไม่อยู่ที่นี่ของเขาหมายถึงไม่ได้อยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. และไม่ได้อยู่ที่หน่วยชีลด์ 

 

 

แต่เพราะประโยคนั้นทำให้บรูซเข้าใจผิด คิดไปว่าปกติทั้งสองคนอยู่ด้วยกันก็ทำเอาใจแป้วไปนิด ๆ จนไม่รู้จะพูดอะไรต่อเหมือนกัน

 

 

พอเห็นว่าปลายสายเงียบไป คลินท์จึงย้ำอีกครั้งหนึ่ง

 

 

“ดร.ไม่มีเบอร์ติดต่อนาตาชาเหรอครับ? ถ้างั้น...เอาเบอร์จากผมมั้ยครับหรือจะฝากอะไรรึเปล่า?”

 

 

“เดี๋ยวก่อน ๆ “ บรูซรีบห้ามเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดไปมากโขแล้ว “ที่ฉันโทรมาวันนี้เพราะว่าฉันมีธุระกับนาย ไม่ใช่กับนาตาชา”

 

 

“งั้น...ดร.มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ?”

 

 

ไม่ได้ถามเพราะความรำคาญหรือตั้งใจจะตัดบทสนทนา แต่เป็นคำถามปกติอัตโนมัติของคลินท์ ที่ชีวิตจริงจังมากกว่าจะนึกถึงคำพูดทำนองว่า แค่อยากรู้ว่าสบายดีรึเปล่า? แค่อยากทักทายเฉย ๆ หรือ แค่อยากโทร.มาฟังเสียง

 

 

แต่แน่นอนว่าบรูซไม่พูดแบบนั้นออกไปแน่ ๆ

 

 

 

“วันนี้... ฉันมีงานต้องทำนิดหน่อยที่สถาบันวิจัยสมิธโซเนี่ยน คิดว่านายอาจจะเคยผ่านตาเพราะอยู่ใกล้ตึกรัฐสภา ฉันได้รับเชิญไปร่วมบรรยายพิเศษในงานสัมนาเรื่อง....เอาเป็นว่านายเข้าใจว่าเกี่ยวกับทฤษฎีนิวเคลียร์ฟิสิกส์ก็พอ” บรูซรีบรวบรัดตัดสรุป เพราะเกรงจะโดนน้ำเสียงเอื่อย ๆ ปลายสายสวนมาว่า 'พูดภาษาคนธรรมดาได้ไหม?' อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วยามที่เขากับ โทนี่ สตาร์ค คุยกัน โดยที่คนรอบข้างไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าพวกเขาพูดถึงเรื่องอะไร ราวกับว่าพูดจาคนละภาษากันกระนั้น

 

 

“ถ้านายไม่ติดธุระอะไร แล้วก็...คิดว่าจะไม่รู้สึกเบื่อกับบรรยากาศพิพิธภัณฑ์หรือรังเกียจนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องกับงานประเภทนี้ล่ะก็...พอจะออกมาด้วยกันกับฉันได้รึเปล่า?”

 

 

 

ความพยายามที่ดูมากเกินไปในน้ำเสียงที่ร้อนรนนั้นทำเอาคลินท์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่เข้าใจว่าทำไมบรูซต้องพูดเหมือนไม่มั่นใจตัวเองขนาดนั้นด้วย หรือเขาควรต้องให้เครดิตสักหน่อย?

 

 

 

“ผมไม่ได้รังเกียจอะไรกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องคนนั้นกับงานของเขาหรอกนะครับ...ดร.แบนเนอร์”


 

บรูซยิ้มออกมาเล็กน้อยกับคำตอบนั้น

 

 

“ถ้าอย่างนั้น...ให้ฉันไปรับนายดีมั้ย? จะให้ฉันไปรับที่ที่พักของนายหรือจะว่าออกมาข้างนอก?” น้ำเสียงของคนปลายสายฟังดูกระตือรือร้นขึ้นทันทีจนคลินท์รู้สึกได้ แต่นั่นกลับยิ่งทำให้เขาไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีกว่า แค่การที่เขาตอบรับคำชวนในทางบวกก็ทำให้อีกฝ่ายดีใจได้แล้วหรือ?

 

 

“มาที่ที่ผมอยู่ตอนนี้ก็ได้ครับ” คลินท์ตอบเรียบ ๆ “เดี๋ยวผมจะส่งแผนที่ไปให้ทางมือถือ ดร.ก็ตามระบบ GPS มาแล้วกันนะครับ”

 

 

 

หลังจากวางสาย คลินท์เริ่มรู้สึกว่าร่างกายตัวเองแปลก ๆ เป็นต้นว่าการเคลื่อนไหวช้าลงกว่าที่ควรจะเป็น และประสาทการมองเห็นก็ไม่ค่อยชัดเจน จนต้องพยายามเขม้นมองปรับโฟกัส และเกือบทำมือถือหลุดมือร่วงไปบนพื้นตอนที่จะวางมันเพราะเข้าใจว่าเอื้อมมือถึงโต๊ะแล้ว คลินท์ยกมือขึ้นแตะหน้าผาก อังหลังมือไล่ลงมาจนถึงใต้คางและลำคอ เขาไม่อุปาทานไปเองแน่ว่าตัวเองอุณหภูมิสูงกว่าปกติและรู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อยตอนพยายามลุกออกมาจากเตียง แม้แต่ตอนที่ออกมาจากผ้าห่มทีแรกก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างไรชอบกล

 

 

เจ้าหน้าที่หนุ่มชีลด์ขมวดคิ้วมุ่น เพิ่งรับรู้ได้ว่าตัวเองป่วย

 

 

 

 

----------------------------------------------------------

 

 

“แล้ว... ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นเหรอครับดร.?”

 

 

คลินท์ บาร์ตัน หรี่สายตามองพลางกอดอก หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วลงมาคอยอีกฝ่ายหน้าที่พัก ตอนนี้เขาอยู่ในเสื้อยืดแขนยาวลายขวางทับด้วยแจ็คเก็ตหนังอีกชั้นหนึ่งกับกางเกงยีนส์และรองเท้าบู๊ทคู่โปรด ในขณะที่อีกฝ่ายอยู่ในเสื้อเชิตเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อพอ ๆ กับบนใบหน้าที่เจ้าตัวพยายามเช็ดแล้วเช็ดอีก ในอ้อมแขนหอบเสื้อสูทลำลองเอาไว้ กางเกงสแล็กและรองเท้าคัชชูที่ขัดเงาเรียบร้อย...เขาเดาว่าคงเป็นแบบนั้นก่อนจะมาถึงที่นี่  ถ้าไม่ติดว่าสภาพของบรูซดูโทรมและเปียกม่อล่อกม่อแลกมาก คลินท์คิดว่าตัวเองคงจะต้องขอตัวกลับขึ้นไปเปลี่ยนชุดมาใหม่เป็นแน่

 

 

ดร.หนุ่มกรอกตาไปมา เม้มปากนิด ๆ แล้วเริ่มอธิบาย...

 

 

บรูซ แบนเนอร์ คิดว่ามันคงง่ายดายที่เขาจะไปไหนมาไหนยังไงก็ได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าการมาพักโรงแรมในฐานะแขกของสถาบันวิจัยสมิธโซเนี่ยน ทำให้ได้รับการดูแลเป็นพิเศษตลอดเวลาในแบบที่ต่อให้เขาเกรงใจขนาดไหนแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ แค่จะออกมาหาคลินท์ ทางโรงแรมยังต้องจัดหารถหาคนขับรถมาให้ นี่มันไม่ใช่แบบที่เขาจะทำใจให้ชินได้เลย อีกอย่างย่านการจราจรแถบนี้ติดขัดเกินกว่าที่จะขับรถฝ่าสี่แยกไฟแดงทุกแยก ข้ามมุมเมืองมาให้ถึงได้ทันเวลา เขาจึงตัดสินใจจอดรถทิ้งไว้ให้ทางโรงแรมขับกลับไปเอง แล้วเดินมาที่นี่

 

 

ใช่... เดิน

 

 

ถ้านับจากแยกที่เขาจอดรถไว้จนมาถึงที่พักของคลินท์ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก...

 

 

.....ระยะพอ ๆ กับวิ่งมาราธอนพอดี

 


 

“ถ้าเป็นอย่างที่คุณบอก... ถ้าเราเดินทางจากที่นี่ด้วยรถเมล์หรือแท็กซี่แล้วไปต่อรถไฟใต้ดิน กว่าจะไปถึงที่งานคุณคงไปเข้าบรรยายไม่ทันกันพอดี แล้วจะทำยังไงครับ?” คลินท์เลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ เชิงถาม

 

 

ประสบการณ์ในวอชิงตัน ดี.ซี.