Title: You belong with me

Chapter : II/III

Fandom: The Avengers [2012]

Pairing: Bruce Banner/Hulk x Clint Barton/Hawkeye

Rate: PG-13

Author: Rima

Before reading: There is Yaoi Fiction. If you can't stand it so, please... Click the red cross button over this blog and leave out.

First Chapter >>> You belong with me I/III

 

----------------------------------------------------------

 

 

จากที่พักของคลินท์ ที่อยู่แถบถนน 17 St NW บรูซขี่รถพาคลินท์ไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทาง ผ่านจัตุรัส Lafayette ถึงตอนนี้ คลินท์ก็มองข้างทางอย่างคุ้นชินมากขึ้น เมื่อรถขับผ่านถนนด้านข้าง White House หรือ ทำเนียบขาว สถานที่ที่เขาเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจอารักขาผู้นำไปเมื่อไม่นานนี้ผ่านหน้าไป จนถึงบริเวณสวนสาธารณะ Memorial Parks และ National mall บ่งบอกว่าใกล้ถึงที่หมายแล้ว

 

 

สถานที่ราชการเหล่านี้ของวอชิงตัน ดี.ซี. ไม่มีรั้วล้อมรอบขอบชิดแต่อย่างใด นอกจากอาคารแต่ละแห่งจะห่างกันราว ๆ 100-200 เมตรเท่านั้น บ่งบอกว่าเป็นสถานที่ของประชาชนทุกคน และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นผู้คนที่ออกมาพักผ่อนและเดินเล่นอยู่ในบริเวณสวนหย่อม มีบ้างที่ปั่นจักรยานไปบนทางจักรยาน มีร้านขายของอยู่ประปรายบนทางเท้า และมีคนที่เดินบนทางเท้ามากกว่ารถที่วิ่งบนถนนเสียอีก ชีวิตที่ดูไม่วุ่นวายเร่งรีบต่างจากหลายแยกที่พวกเขาผ่านมาเหมือนหลุดออกมาอีกโลกหนึ่ง เมื่อขับอ้อมทางสะพาน Kutz จนเจอถนนสาย Independence Ave SW ที่มีแยกที่มาจากถนน 14 St NW ตัดผ่าน แต่บรูซก็ขับตรงไปเรื่อย ๆ ผ่าน National Museum of African Art และ Ripley Center จนมองเห็นสิ่งก่อสร้างคล้ายกับป้อมปราสาทหรือมหาวิหารอยู่ไม่ไกลนัก นั่นคืออาคารหลักของสถาบันวิจัยสมิธโซเนี่ยน ( The Smithsonian Institution) หรือที่เรียกกันว่า The Castle


จากนั้นบรูซจึงขับรถไปจอดไว้ในที่รับจอด เพียงแค่เท้าสัมผัสพื้นเพื่อค้ำพยุงรถไว้ ยังไม่ทันจะลงสแตนด์ คนนั่งซ้อนท้ายด้านหลังที่ปิดปากเงียบมาตลอดทาง ทั้งที่มีเรื่องสงสัยใคร่รู้อยู่เต็มไปหมดก็เอ่ยถามขึ้นมาเสียก่อน

 

 

“ดร.เคยมาที่นี่บ่อยหรือครับ?”

 

 

คำถามที่จู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ซ้ำยังไม่รู้ว่าต้องการคำตอบแบบไหน หากแต่บรูซก็ตอบกลับไป แม้จะนิ่วหน้านิด ๆ อย่างสงสัยอยู่บ้าง

 

 

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนสมัยที่ฉันยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ธรรมดาน่ะก็ใช่...แต่ก็อย่างที่นายรู้ หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุกับฉันในการทดลองครั้งนั้น...ฉันก็...” บรูซยิ้มเจื่อน

 

เผลอหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราวในอดีตของตัวเองเข้าจนได้ อดีตที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นกับชีวิตเขา การทดลองครั้งสำคัญที่ทำให้เขาค้นพบความพิเศษของรังสีแกมม่า หากแต่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของเขาที่ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล จากนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง ใช้ชีวิตอยู่ในห้องทดลองธรรมดาไม่สู้คน กลับกลายเป็นยักษ์ใหญ่สีเขียวพละกำลังมหาศาลนามว่าฮัล์ค ที่จะโผล่ออกมาทุกครั้งที่เขาโมโหหรือควบคุมสติตัวเองไม่อยู่

 

 

 

“มิน่า... คุณถึงดูชำนาญเส้นทางมาก” คลินท์พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อนที่บรูซจะพูดจบ ราวกับว่าไม่ได้ยินประโยคหลังที่เชื่อมโยงไปถึงอดีตที่ผ่านมาของบรูซแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามแล้ว เขากำลังชื่นชมอีกฝ่ายจากใจจริงถึงแม้จะพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย และน้ำเสียงราบเรียบก็ตาม แม้ว่าคลินท์จะต้องทำงานอยู่ที่ทำเนียบขาวมาตลอดเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่เคยได้ออกมาในย่าน The national mall หรือแม้แต่เขตของสถาบันวิจัยแห่งนี้เลยด้วยซ้ำ ทั้งที่ทั้งหมดก็อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน ไม่ห่างไกลกันมากนัก

 

 

“คลินท์?” บรูซเลิกคิ้วนิด ๆ กำลังพยายามจับประเด็นจากคำพูดของอีกฝ่าย ที่ตอนนี้กระโดดลงจากรถเรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวหันมองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นป้ายบอกทางไปรถไฟใต้ดินก็หันมาหาเขา

 

 

“แถวนี้มีรถไฟใต้ดินด้วย... เอาไว้คราวหน้าถ้าคุณไม่รีบร้อนขนาดนี้ ไว้เราลองนั่งรถไฟใต้ดินมากันบ้างดีไหมครับ?”

 

คลินท์เอ่ยไปแบบไม่คิดอะไร แค่พูดทุกอย่างไปตามที่ตัวเองเห็น และสิ่งที่ตัวเองคิดอยากจะพูดออกมาตอนนี้เท่านั้น แต่บรูซกลับหัวใจพองโตโดยที่คลินท์ไม่อาจรู้ได้เลยว่าคำพูดเพียงเล็กน้อยที่เขาอาจไม่ได้คิดอะไรเลยนั้น แต่กลับสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนว่าเขายินดีจะมาที่นี่กับบรูซอีกในคราวต่อไปถ้ามีโอกาส

 

 

“ได้สิ... ถ้านายว่าง” บรูซยิ้มเล็กน้อยแล้วพยักหน้า “ขอบใจนายมากนะ...คลินท์”

 

 

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย... ดร.ขอบคุณผมทำไมกันครับ?” คลินท์หันมามองแบบแปลกใจ ก่อนจะหันไปสนใจทิวทัศน์แวดล้อมรอบข้างต่อ

 

 

บรูซส่ายหน้าไปมาแล้วคลี่ยิ้มบาง ลงจากรถแล้วเปลี่ยนเป็นมายืนพิง มองดูอีกฝ่ายแทน

 

 

 

เจ้าหน้าที่หนุ่มชีลด์ตอนนี้ดูราวกับทุกอย่างรอบตัวเป็นสิ่งแปลกใหม่ไปเสียหมด จ้องมองป้ายบอกทาง เสาไฟลวดลายแปลกตา สวนหย่อมและน้ำพุ ไปจนถึงต้นไม้ต้นใหญ่ที่ถูกปลูกไว้เรียงรายข้างทางซึ่งตอนนี้กำลังผลิใบเขียวสด ใบหน้าคมที่หันด้านข้างเงยขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองกิ่งไม้ตรงหน้าที่มีแสงส่องลอดผ่าน แล้วเอื้อมมือไปแตะเบา ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปากนิด ๆ ทุกการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของบรูซทั้งหมดราวกับผู้ปกครองที่กำลังมองลูกชายตัวน้อยที่เพิ่งออกมาสู่โลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคยครั้งแรก...

 

 

ไม่สิ...

 

 

ต้องบอกว่าเขากำลังมองดูเทวดาตัวน้อยต่างหาก

 

 

ก็คลินท์เหมือนกับ คิวปิด ออกอย่างนั้น...

 

 

 

เพียงแค่มองดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายต่อสิ่งรอบข้าง ความรู้สึกหนักอึ้งที่เผลอไปคิดถึงเรื่องราวในอดีตของตัวเองเมื่อครู่ก็หายไปจนหมด จริงอยู่ที่เขาเคยนึกเสียใจ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ในวันนั้นที่ห้องทดลองขึ้น ไม่อยากให้ตัวเองต้องกลายเป็นตัวประหลาดที่ทำร้ายผู้คน แต่หากว่าไม่มีเหตุการณ์ในวันนั้น ไม่มี ฮัล์ค เขาก็คงไม่ได้มาพบกับ ฮอว์คอาย ที่หน่วยชีลด์แน่นอน...

 

 

ข้อดีของความผิดพลาดนั้นเพียงอย่างเดียวที่บรูซนึกออกในตอนนี้... คือมันทำให้เขาได้รู้จักกับคิวปิดที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้


 

เสียดายที่เขาคงปล่อยให้คลินท์เดินเล่นต่อได้ไม่นาน เมื่อมองนาฬิกาข้อมือแล้วเห็นสมควรแก่เวลาที่เขาต้องไปพบบุคคลที่ได้นัดหมายให้เขามาในวันนี้เสียที

 

 

 

 “เรามาตรงเวลาพอดี... ไปกันเถอะคลินท์”

 

 

คลินท์หันมาพยักหน้าให้ ก่อนหยุดยืนให้บรูซเดินนำหน้าไปแล้วจึงค่อยเดินตามไปทีหลัง ถนนลาดยางที่เรียงด้วยอิฐและก้อนหินเป็นขอบทาง ผู้คนที่เดินสวนทางผ่านไปมามีทั้งนักท่องเที่ยวที่มาเป็นหมู่คณะ ครอบครัวที่มีเด็ก ๆ วัยกำลังซุกซน หรือแม้กระทั่งนักเรียนนักศึกษา  ทางเดินตัดอ้อมสวนหย่อมหน้าอาคาร ที่มองเห็นนักท่องเที่ยวยืนถ่ายรูปกันอยู่ประปราย

 

 

เจ้าหน้าที่หนุ่มชีล์ดยืนอยู่ด้านหน้าของอาคารที่สร้างด้วยอิฐสีแดงวางเรียงกันสูงขึ้นไป ชวนให้นึกถึงป้อมปราการของปราสาทไม่ผิดเพี้ยนสมชื่อ The Castle  เดินขึ้นบันไดพลางเงยหน้ามองซุ้มประตูโค้งตรงทางเข้าอาคารที่เป็นปูนปั้นรูปเสาซุ้มโค้ง ตกแต่งประดับประตูด้านในด้วยกระจกสีและโครงเหล็กดัดอาคารแบบเดียวกับที่หน้าต่างในรูปแบบของสถาปัตยกรรมยุคเรเนสซองก์ และเพราะอาคารที่ดูหนาและใหญ่โต ทำเอาเขารู้สึกเหมือนตัวเองหดเล็กลงไปทันที

 

 

กำลังคิดว่าตัวเขาจำเป็นต้องยื่นบัตรประจำตัวแสดงหลักฐานอะไร หรือ ต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ก่อนเข้าไปหรือเปล่า ก็พอดีกับที่พนักงานดูแลที่ยืนอยู่หน้าประตูหันมากล่าวต้อนรับกับบรูซที่เพิ่งแนะนำตัวเสร็จพอดี

 

 

“กำลังรออยู่เลยครับ ดร.แบนเนอร์... ดร.มาร์ติเนซอยู่ที่ห้องโถงรับรองครับ”

 

 

“ขอบคุณมากนะครับ” บรูซพยักหน้าให้แล้วยิ้มนิด ๆ  

 

 

ดร.หนุ่มกำลังจะเดินเข้าไปตามโถงทางเดินด้านใน แต่หันมาเห็นเสียก่อนว่าคนที่เดินตามมากำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด จดจ้องอยู่กับคนเฝ้าหน้าประตูที่ตอนนี้ก็กำลังมองอีกฝ่ายตอบแบบสงสัยเช่นกัน

 

 

“เขามากับผมครับ... ไม่เป็นไร” บรูซรีบโบกมือให้แล้วเดินไปดึงแขนคลินท์ให้เดินตามมา ก่อนที่เจ้าตัวจะไปทำหน้าตาดูมีพิรุธและเหมือนกำลังจะหาเรื่องใส่ใครแบบนั้นอีก โชคดีที่คลินท์ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอะไร นอกจากเดินตามเขามาเงียบ ๆ เมื่อเขาปล่อยมือ

 

 

จริง ๆ แล้วคลินท์เองไม่ได้อยากมีเรื่องอะไร แต่การที่หน้าของเขามักจะดูนิ่งเฉย ไม่ก็ขมวดคิ้วเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่เป็นปกติอาจดูคุกคามคนอื่นมากกว่า คงเป็นเพราะเขาทำแบบนี้จนติดเป็นนิสัยตอนที่อยู่ในศูนย์บัญชาการหน่วยชีลด์ที่ทุกคนต่างก็ทำตัวให้ดูเข้มแข็งตลอดเวลา แต่บุคลิกเช่นนั้นคนภายนอกอาจจะมองว่าดูดุดันเกินไปก็ได้ และดูราวกับไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก บรูซเองก็เพิ่งนึกถึงเหตุผลข้อนี้ได้ กำลังคิดว่าจะบอกคลินท์อย่างไรดีกับเรื่องของการแสดงสีหน้าท่าทางของเจ้าตัว ก็พอดีกับที่มีเสียงทักทายมาจากเบื้องหน้าเสียก่อน

 

 

“Bonjour, Médecin Bruce Banner. Je suis très heureux de vous voir!” (สวัสดีค่ะ ดร.บรูซ แบนเนอร์ ฉันดีใจมากเลยที่คุณมา!) หญิงสาวผมสีน้ำตาลบลอนด์ที่ถูกรวบไว้อย่างดี เธออยู่ในชุดกระโปรงที่คลุมด้วยเสื้อสูทดูเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว ที่หรี่ตามองพวกเขาทั้งคู่ ก่อนจะเบิกตากว้างแล้วพูดด้วยเสียงดังเกือบจะเป็นตะโกนออกมาด้วยสีหน้าเหมือนตื่นเต้นมาก

 

 

คลินท์ได้แต่ยืนนิ่งกระพริบตาปริบ ๆ เมื่อจู่ ๆ คนตรงหน้าก็พูดภาษาที่เขาฟังไม่ออกใส่เป็นชุด ๆ หากแต่เป็นบรูซที่ยิ้มออกมาเมื่อได้ยินประโยคทักทายนั้นและมองเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

 

 

คริสทีน!”ดร.หนุ่มร้องขึ้นแล้วตรงเข้าไปสวมกอดอีกฝ่าย ที่เหมือนจะโผเข้ามากอดแทบทันทีเช่นกัน “ดีใจที่ได้พบคุณ... คุณสบายดีนะ?” เขายกยิ้มให้อีกฝ่ายที่พยักหน้าให้แล้วจ้องมองหน้าเขาด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนที่เจ้าตัวจะพูดภาษาฝรั่งเศสออกมาอีกชุดใหญ่ โดยที่ยังกอดเขาไว้แน่นและมีท่าทางดีใจมาก

 

 

การทักทายของทั้งสองคนทำเอาคลินท์ชะงักไปนิด ๆ ทั้งที่จริงแล้วก็เป็นแค่การท