Title: You belong with me

Chapter : III/III [End]

Fandom: The Avengers [2012]

Pairing: Bruce Banner/Hulk x Clint Barton/Hawkeye

Rate: PG-13

Author: Rima

Before reading: There is Yaoi Fiction. If you can't stand it so, please... Click the red cross button over this blog and leave out.

First Chapter :

>>> You belong with me I/III

>>> You belong with me II/III

 

----------------------------------------------------------

 

 

หลังจากเสร็จเรื่องราวและเดินออกมามาจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติ บรูซสังเกตว่าคลินท์ดูจะเบลอ ๆ ไปมาก คนข้าง ๆ เขาตอนนี้หรี่สายตามองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียวแต่ไม่ได้จับจ้องอะไรเป็นพิเศษ และแทบไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว ตอนที่เขาเล่าถึงงานวันนี้ให้ฟัง เจ้าตัวก็แค่พยักหน้ารับไปตามมารยาทเท่านั้น ไม่แน่ใจว่ารับรู้ถึงสิ่งที่เขาพูดออกไปบ้างหรือไม่

 

 

 

“คลินท์ นายเป็นอะไรหรือเปล่า?” บรูซเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

 

 

“เปล่าครับ...” เพราะเป็นประโยคที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง คลินท์จึงได้ตอบกลับมา

 

 

เจ้าหน้าที่หนุ่มชีลด์ส่ายหน้าเบา ๆ แต่แทบไม่ได้หันมามองหน้าเขาเลย จนบรูซอดที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนใจกับท่าทางดื้อเงียบนั่นไม่ได้ ก่อนจะเดินอ้อมไปดักตรงหน้าคนข้าง ๆ ที่ตอนนี้ได้แต่จ้องมองไปตามขั้นบันไดที่ตัวเองก้าวเหยียบลงไปทีละขั้นอย่างเดียว

 

 

 

เมื่อเห็นว่าถูกขวางทาง คลินท์จึงได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย แล้วก็เป็นบรูซที่จ้องมองกลับมาด้วยสายตาที่เป็นกังวลอย่างจริงจัง ตอนนี้นอกจากบรูซจะคิดว่าคลินท์ดูเบลอ ๆ แปลก ๆ แล้ว เขายังมองเห็นใบหน้าอีกฝ่ายได้อย่างเต็มตา ดวงตากลมโตที่ถึงแม้จะเบิกขึ้นนิด ๆ มองเขา แต่ก็นับว่ามันยังหรี่ลงกว่าปกติที่เคยเป็น และเหมือนจะฉ่ำปรือคล้ายถูกเคลือบด้วยม่านน้ำตาบาง ๆ และแก้มที่เขาคิดว่าเหมือนขึ้นสีเรื่อในทีแรก ตอนนี้กลับแดงก่ำเสียมากกว่า

 

 

 

บรูซ แบนเนอร์ไม่ได้เพิ่งเกิดเมื่อวานที่จะไม่รู้ว่านี่คืออาการของคนที่กำลังไม่สบายอยู่ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นชัดเจนใกล้ ๆ เต็มตาขนาดนี้ แต่ก็ไม่วายที่มือจะเอื้อมออกไป เอาหลังมือแตะเข้ากับหน้าผากของคลินท์ ที่ได้แต่ยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน ยอมให้เอามืออังไว้โดยดี

 

 

เมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิที่เรียกว่าแตกต่างกันมากขนาดนั้น จนรู้สึกเหมือนเอามือไปแตะแก้วกาแฟที่ใส่น้ำร้อนเอาไว้เต็ม บรูซก็อดไม่ได้ที่จะร้องออกมา

 

 

“ตัวนายร้อน!”


 

“อย่างนั้นเหรอครับ?” คลินท์หรี่สายตามองนิ่ง กระพริบตาปริบ ๆ เหมือนว่าไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า ราวกับว่าไม่ใช่เรื่องต้องรู้สึกเดือดร้อนอะไรจนพูดออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ต่างกับบรูซตอนนี้ที่แทบเป็นฟืนเป็นไฟแทนเสียให้ได้

 

 

“นายไม่สบาย... ทำไมนายไม่บอกฉันแต่แรก?”


 

“ผมเอง...ก็เพิ่งรู้ก่อนหน้าที่จะออกมากับดร.ครับ แล้วก็คิดว่าเดี๋ยวมันคงดีขึ้นเอง...” คลินท์ตอบตามตรงโดยที่ไม่ได้คิดอะไร

 

 

 

แต่คำพูดนั้นกลับแทงใจคนฟังเสียมากกว่า บรูซอดคิดไปไม่ได้ว่า ทั้งที่คลินท์ไม่สบายเสียขนาดนี้ แต่เจ้าตัวก็ไม่อิดออดที่จะออกมาข้างนอกกับเขา กิจกรรมวันนี้ที่ทางผู้จัดเอาพาเดินอ้อมส่วนของ The National Mall กับบริเวณโดยรอบของ The Castle ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์ที่แต่ละอาคารก็ห่างกันราว 200 เมตรแล้ว ไหนจะยังตอนที่เจ้าตัวหลงอยู่ในพิพิธภัณฑ์อีกหลายชั่วโมง

 

 

ไม่ใช่เรื่องดีเลยที่จะให้คนป่วยใช้พลังงานไปมากมายแบบนี้

 

 

นี่เขาเอาแต่ใจใส่คลินท์โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยอย่างนั้นหรือ?

 

 

พอจะเข้าใจได้แล้วกับบรรยากาศรอบ ๆ ตัวคลินท์ที่ดูแปลก ๆ ไป นั่นเพราะว่าเจ้าตัวกำลังไม่สบายอยู่ แต่เขาเองกลับไม่คิดเอะใจเลยสักนิด

 

 

 

 

“ฉัน...ขอโทษ” บรูซเม้มปาก “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นายลำบากใจ ไม่ได้คิดว่าจะทำให้นายรู้สึกแย่...”

 

 

“ไม่ใช่ครับ...” คลินท์ส่ายหน้า รีบบอกอีกฝ่ายก่อนที่จะทันพูดจบประโยคเสียอีก “ผมไม่ได้รู้สึกแย่อะไร... แล้วก็...” เงียบไปนิด ลังเลว่าจะพูดดีหรือเปล่าแต่ก็ตัดสินใจพูดออกไป

 

 

“เพราะผมเองก็อยากออกมาที่นี่กับคุณ แต่ถ้าผมบอก... คุณก็คงจะไม่ยอมให้ผมมาด้วย ผมเข้าใจถูกหรือเปล่า?”

 

 

บรูซไม่ได้โต้ตอบอะไร เพราะสิ่งที่คลินท์พูดก็ล้วนแต่เป็นคำตอบในตัวของมันเองได้อยู่แล้ว

 

 

“ผมแค่ไม่อยากให้ดร.ผิดหวัง...” คลินท์เอื้อมมือจับชายเสื้อตรงข้อมือของอีกฝ่าย ก้มหน้ามองพื้นอย่างรู้สึกผิดนิด ๆ

 

 

“ผมขอโทษ...”

 

 

 

ไม่รู้ว่าบรูซได้ยินคำพูดนี้จากปากคลินท์กี่ครั้งแล้ววันนี้ แต่เขาคงไม่ใส่ใจกับจำนวนครั้ง เท่ากับความรู้สึกของคนพูดเสียมากกว่า ที่นอกจากน้ำเสียงและสีหน้าแล้วยังรวมถึงท่าทางที่ดูหงอยลงไปถนัดตาของคนตรงหน้าทุกครั้งที่พูดประโยคนี้ออกมา ดร.หนุ่มทำสีหน้าเหมือนลำบากใจ เม้มปากแน่น ก่อนจะถอนหายใจออกมา มือข้างที่ว่างอยู่ดึงให้อีกฝ่ายที่โอนอ่อนตามโดยดีขยับเข้ามาชิดจนศีรษะชนแนบกับแผ่นอก ก่อนลูบไปบนแผ่นหลังแล้วตบเบา ๆ เหมือนจะปลอบโยน

 

 

“ไม่เป็นไร... ฉันไม่ได้โกรธ” บรูซยิ้มออกมานิด ๆ พยายามพูดให้อีกฝ่ายที่กำลังรู้สึกผิดนั้นรู้สึกดีขึ้น “นายก็รู้นี่ว่าเวลาโกรธฉันเป็นยังไง... จริงไหมคลินท์?”

 

 

“แต่คุณเคยบอกว่าคุณโกรธได้ตลอดเวลา...” คลินท์ตอบเสียงงึมงำในลำคอ คงเป็นเพราะใบหน้ายังคงซุกอยู่ตรงอกจนบรูซอดขำไม่ได้

 

 

“ก็จริง แต่ฉันไม่ได้โกรธนาย โอเคนะ... คลินท์” บรูซปล่อยมือออก “พอจะเดินกลับไปที่ลานจอดรถด้วยกันไหวใช่มั้ย?”

 

 

 

คลินท์พยักหน้าให้ สีหน้าที่ดูหงอยไปเมื่อครู่ดีขึ้นเล็กน้อย

 

 

 

 

บรูซพาคลินท์กลับไปที่ลานจอดรถใกล้กับทางเข้าของ The Castle ที่เขาจอดรถไว้ตั้งแต่ทีแรก มือยังคงจับมืออีกฝ่ายไว้แน่น รู้สึกถึงอุณหภูมิสูงจัดบนฝ่ามือจนต้องกุมมือไว้แน่นไม่ปล่อยด้วยหวังจะให้ช่วยถ่ายเทอุณหภูมิร่างกายของตัวเองไปได้บ้าง จริง ๆ แล้วเขาแทบจะกึ่งจูงกึ่งลากคลินท์เดินกลับมาด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าเจ้าตัวยังบอกว่าเดินไหว เขาคงจับอุ้มขึ้นแล้วพาเดินมาจนถึงที่นี่แล้วแน่ ๆ (แต่คิดว่าคลินท์คงไม่ยอม)

 

 

 

ดร.หนุ่มทักทายเจ้าหน้าที่ และบรรดาดร.ผู้ร่วมงานที่เจอกันกลางทางอย่างเร่งรีบ จงใจที่จะตัดบทสนทนาไม่ให้เสียเวลามากไปกว่านี้ และทำให้คลินท์ประหลาดใจเมื่อเขาบอกปัดที่จะไม่ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่จะจัดขึ้นต่อที่พาร์ค ทั้งที่วันนี้เป็นวันรวมตัวของนักวิทยาศาสตร์สำคัญ ๆ มากมาย และหลายคนคงอยากให้บรูซไปร่วมงานแน่ ๆ (หลังจากที่เขาแทบไม่ปรากฎตัวออกงานใด ๆ เลย) ซึ่งบรูซได้แต่บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญมากมายอะไร และเขาเองก็ได้รับเชิญไปบรรยายออกบ่อย รวมถึงที่สถาบันวิจัยนี้เขาก็เคยมาร่วมงานหลายครั้ง คงไม่ผิดอะไรถ้าเขาต้องขอตัวกลับก่อนเพราะธุระที่สำคัญกว่า

 

 

 

“แต่ฟังดูน่าเสียดายนะครับ...” คลินท์เอ่ยขึ้น ตอนนี้เขากำลังซ้อนท้ายรถอยู่ และบรูซกำลังขับจะรถออกจากทางออกที่เชื่อมต่อไปยังถนนใหญ่ “ดร.คริสทีนคงจะเสียใจที่คุณไม่อยู่เป็นเพื่อนด้วยคืนนี้... ผมเห็นเขาดีใจมากที่เจอหน้าคุณ”

 

 

“เราเป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนด้วยกัน เคยร่วมงานกันมาบ้าง แต่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ไม่แปลกที่เธอจะดีใจ ฉันเองก็ดีใจที่ได้รับคำเชิญจากเธอเหมือนกัน” บรูซโคลงหัวไปมา แต่ดูเหมือนคลินท์จะยังไม่พอใจกับคำตอบนั้นเท่าไหร่นัก

 

 

“แต่... เขาคงชอบคุณมาก....”

 

 

“อะไร? นี่นายคิดว่าดร.คริสทีนรู้สึกอะไรพิเศษกับฉันงั้นเหรอ?” บรูซเลิกคิ้ว ท้ายประโยคขึ้นเสียงสูงนิด ๆ แบบค่อนข้างประหลาดใจ

 

 

“ครับ...” คลินท์พยักหน้าให้ “คุณเอง...ก็ไม่ได้คิดแบบนั้นเหรอ?”  และราวกับเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่าพูดอะไรที่น่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจออกไป เขาจึงได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมาอีก

 

 

บทสนทนาเงียบหายไปนาน... จวบจนได้ยินเสียงถอนหายใจออกมาเบา ๆ

 

 

“ฉันกับดร.คริสทีนเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกัน...”

 

 

 

บรูซส่ายหน้า ขมวดคิ้วมุ่นกับความคิดของคลินท์ที่เขาเองก็เพิ่งรู้ว่าเจ้าตัวจะช่างสังเกตจับผิดคนรอบข้างได้ด้วย แล้วยิ่งคำพูดที่ดูเหมือนพยายามจะจับคู่เขากับคริสทีนนี่มันอะไร? คิดว่าคลินท์คงพูดไปแบบนั้นเพราะพิษไข้ แต่อย่างไรก็ตาม บรูซคิดว่าเขาควรเปลี่ยนเรื่อง หรือตัดบทไปเลยน่าจะดีกว่า

 

 

“ฉันเข้าใจว่านายเพลียและสับสนมาก แต่ถ้าจะหลับ...ยังไงก็จับฉันไว้แน่น ๆ นะคลินท์”

 

 

อดเตือนด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ เพราะรู้ว่าอย่างไรเสียคลินท์คงต้องผล็อยหลับไประหว่างทางที่กำลังเดินทางแน่นอน กลัวว่าคนที่ซ้อนอยู่จะร่วงลงจากรถก่อนจะกลับไปถึงที่พักเสียก่อน

 

 

“ครับ... ดร.”

 

 

คลินท์ตอบรับคำเตือนนั้นด้วยการผงกหัวเบา ๆ ทีหนึ่ง ก่อนมือที่จับอยู่ข้างเอวเขาจะเปลี่ยนเป็นวงแขนที่โอบกระชับรอบเอวไว้แทน โดยที่ใบหน้าซบแนบอยู่กับแผ่นหลัง

 

 

 

 

และเพียงชั่วเวลาไม่นานเมื่อรถเริ่มขับลัดเลาะไปบนถนนใหญ่ คลินท์หรี่สายตามองรอบข้าง ทั้งรถราที่ขับผ่านหรือสวนไปที่ล้วนแต่เปิดไฟหน้ากันหมด ร้านรวงต่างๆ  ข้างทาง ตึกสูง หรือ เสาไฟก็เริ่มถูกแต่งแต้มด้วยแสงสีของหลอดไฟยามค่ำคืนไปหมด เขาคงจะคิดว่ามันสวยงามมากหากเป็นช่วงเวลาปกติ แต่ตอนนี้เขาเหนื่อยเกินกว่าจะคิดอะไรได้ และการมองเห็นโลกทั้งใบบนอานมอเตอร์ไซค์ผ่านข้างทางไปแล้วถูกทิ้งไว้เบื้องหลังนั้นกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกเวียนหัวมากกว่า

 

 

คลินท์หลับตาลง นึกขอบคุณคนข้างหน้าที่พยายามขับรถไม่เร็วนักเท่าที่จะสามารถทำได้เพื่อไม่ให้รบกวนเขา และถึงจะรู้ตัวดีว่ากำลังซ้อนท้ายรถอยู่ แต่ลมเย็นที่พัดผ่านมาปะทะใบหน้าและผิวกายส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าบวกกับความเหนื่อยล้า และสภาพร่างกายที่ไม่ปกติอยู่แล้วก็ทำเอาคลินท์ผล็อยหลับไปโดยง่าย หากแต่อ้อมแขนยังคงกอดอีกฝ่ายอยู่และใบหน้ามุดกับแผ่นหลังเหมือนซุกหาไออุ่นและที่ปลอดภัย

 

 

บรูซคลี่ยิ้มออกมานิด ๆ รับรู้ว่าคลินท์หลับไปแล้วจากลมหายใจอุ่น ๆ แผ่ว ๆ ที่เป่ารดสม่ำเสมอจ่ออยู่ตรงแผ่นหลังใกล้ ๆ กับบ่า พอช่วงไฟแดงที่หยุดรถ เขาก็หันไปมองเป็นระยะ สัมผัสของอีกฝ่ายที่ยังคงอยู่ไม่หายไปไหนทำให้เขารู้สึกอุ่นใจว่าหากเป็นแบบนี้ไปตลอดเส้นทาง เขาเองก็คงคลายกังวลได้บ้าง

 

 

 

และอย่างน้อย...

 

 

เสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอแนบชิดอยู่กับแผ่นหลังเขาก็ให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน

 

 

 

----------------------------------------------------------

 

 

บรูซขับรถมาจนถึงที่พักของคลินท์ และชั่งใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะปลุกคนที่กำลังหลับสบายให้ตื่นขึ้นเพราะเขาเองก็ต้องขอกุญแจเปิดชัตเตอร์ของโรงเก็บรถเพื่อเอารถเข้าไปจอด และถึงแม้อีกฝ่ายจะบอกว่าไม่เป็นไร ส่งเจ้าตัวไว้แค่นี้พอแล้ว และไม่รังเกียจหากว่าบรูซจะยืมรถเขาขับกลับโรงแรม แล้วให้ทางโรงแรมนำกลับมาส่งคืนให้ในวันพรุ่งนี้แทนก็ได้ แต่เขาบอกปฏิเสธไป และบอกคลินท์ว่า เขาคงให้ทางโรงแรมส่งรถมารับเขาหลังจากนี้ส