[EBW] [FIC] Obliterate

posted on 30 Apr 2013 19:05 by toyarima in EBW
 
อันเนื่องมาจากเหตุการณ์บางอย่าง... เกิดขึ้นในช่วงอีเว้นท์นี้พอดี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

เศษใบไม้แห้งที่ถูกโปรยปรายลงมาจากต้นไม้ใหญ่ที่เรียงเป็นแถวยาวจนทางเดินและอาณาบริเวณนั้นถูกปกคลุมไปด้วยสีน้ำตาลแดง ไม่ใช่ว่าผู้ดูแลจงใจปล่อยปละละเลย หากแต่มากเกินกว่าที่จะจัดการได้หมด เสียงกรอบแกรบจากใบไม้ที่ถูกเหยียบดังชัดในช่วงเวลาที่ลมสงบ ไม่มีแม้แต่เสียงจิ้งหรีดหรือจักจั่น ไม่มีแม้แต่เสียงนกหรือสัตว์ที่ออกหากินกลางคืน นอกเสียจากเสียงอันเกิดจากการกระทำของผู้มาเยือน ที่นี่ก็เงียบสนิท

 

 

 

ลูเซียส ซไวเทอ ลิธช์  กลับมาถึงบ้านหลังจากที่ห่างหายไปนานกว่าเดือน สวนถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้งหมดแล้ว หากแต่ต้นไม้ที่ดูเหมือนเพิ่งปลูกใหม่และกำลังออกดอก กับแปลงสวนครัวเล็ก ๆ โดยรอบนั้นยังคงอยู่ในสภาพดีไม่เสียหาย บ่งบอกได้รับความดูแลจากผู้ปลูกเป็นอย่างดี

 

 

 

คนแรกที่เขาพบคือ เค เมดรับใช้คนที่หนึ่งซึ่งกำลังกวาดใบไม้แห้งออกจากระเบียงบ้าน ร่างไร้ชีวิตที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยพันธสัญญาบางประการเพื่อให้เคลื่อนไหวอยู่ได้และคอยรับใช้เขานั้นเงยหน้าขึ้น จ้องมองเขาด้วยดวงตาไร้แววที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเพ่งเล็งไปที่จุดใด ก่อนจะโค้งให้เป็นการแสดงความเคารพอย่างเช่นทุกที หญิงสาวทิ้งงานตรงหน้าแล้วตรงมาเปิดประตูบ้านให้เขาทันที

 

 

เพียงก้าวเข้าไปในบ้าน เจ้าตัวก็จัดแจงเข้ามาถอดเสื้อโค้ทตัวนอกของเขาออก แล้วนำไปแขวนให้อย่างเรียบร้อยเหมือนทุกที ดังเช่นที่เมดคนอื่น ๆ พึงกระทำในหน้าที่นี้

 

 

 

 

“เค... ทำไมเจ้าถึงยังอยู่ที่นี่?”

 

 

 

ลูเซียสเอ่ยถามออกไปด้วยความประหลาดใจ เพราะในยามปกติแล้วนี่ไม่ใช่เวลาที่เมดคนนี้จะอยู่ที่บ้านของเขา หากเป็นการผลัดเปลี่ยนเวรกันดังเช่นทุกวัน เคสมควรจะอยู่ในร้านตุ๊กตาของพี่สาวเขาในเมืองตอนนี้ และคนที่จะเข้ามาหาเขาคนแรก ทันที่กลับถึงบ้านควรจะเป็น..

 

 

 

เลฟ ... ข้ากลับมาแล้ว”

 

 

 

แวมไพร์หนุ่มขมวดคิ้วมุ่น เมื่อประโยคที่ควรจะมีเสียงตอบรับของอีกคนในบ้านนั้นมีเพียงเสียงปริแตกของถ่านในเตาผิงเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ หากว่าเจ้าตัวอยู่ที่ในครัวก็จะรีบวิ่งออกมาต้อนรับเขา แม้ว่าจะยังสวมผ้ากันเปื้อนหรือในมือจะยังถืออุปกรณ์ทำครัวอยู่ก็ตาม หรือ หากไม่เช่นนั้น เขาก็ควรจะพบร่างของอีกฝ่ายที่กำลังหลับ นั่งเอนพิงกับพนักโซฟา ไม่ได้กลับไปที่ห้องนอนเพราะอุตส่าห์นั่งรอเขาจนดึก

 

 

 

“เลฟ...?”

 

 

 

สิ่งที่เขาสัมผัสได้นอกจากเสียงของตัวเอง แล้ว ก็มีเพียงเสียงกระทบกันเบา ๆ ของจานที่ดังมาจากในครัว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องผิดปกติ หากว่าคนรักของเขาจะยังอยู่ในครัว ทั้งที่ได้ยินเสียงของเขาตั้งแต่เข้ามา

 

 

 

เคยังคงยืนอยู่ใกล้กับประตูในท่าทางที่นอบน้อมประสานมือไว้ข้างหน้า สีหน้าเรียบเฉยและนิ่งสนิท จ้องมองการกระทำของผู้เป็นนาย ที่ตอนนี้เดินจ้ำผ่านห้องโถงนั่งเล่นเข้าไปที่ด้านในซึ่งเป็นทางไปสู่ห้องครัว เมดสาวผมดำสนิทยังคงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นเหมือนรอที่จะบอกอะไรบ้างอย่าง แต่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้และร่างสูงก็เดินไปไกลเสียแล้ว เจ้าตัวจึงเปิดประตูออกไปข้างนอก และทำงานของตัวเองที่ค้างไว้ต่อ

 

 

 

ลูเซียสเปิดเข้าไปในครัว มองเห็นเงาคนที่ยืนอยู่จึงเอ่ยทักออกไป แล้วชะงัก...

 

 

 

“เลฟ...เจ้า... !”

 

 

 

ผิดคาดที่ร่างที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์หินอ่อนซึ่งกำลังเก็บจานที่วางอยู่บนชั้นเข้าตู้นั้นเป็นหญิงสาวผมบลอนด์ในชุดเมดอีกคน เจ้าตัวที่ยืนหันหลังให้เขานั้นหันกลับมา ไม่ใช่เพราะเสียงเรียกของเขาเมื่อครู่ หากแต่เป็นเพราะสัมผัสได้ว่าผู้เป็นนายของตนก้าวเข้ามาในห้อง...

 

 

...และนี่ก็คือ จี  เมดคนที่สอง

 

 

 

ไม่ต้องรอให้หญิงสาวได้วางมือจากงานแล้วทำความเคารพเขา ลูเซียสก้าวออกจากห้องครัวเดินผ่านทางเดินที่ตัดขนานกับโถงรับแขกก้าวขึ้นบันไดที่นำไปสู่ห้องชั้นบน หลังจากที่เดินเข้าไปในห้องหนังสือ ซึ่งถือเป็นห้องทำงานของเขา พบของขวัญวันเกิดของเขาที่ยังคงถูกวางไว้ที่เดิมตั้งแต่ก่อนที่เขาจะไป แต่ไม่พบตัวคนที่นำของพวกนี้มาให้เขา และแม้แต่ในห้องรับรองแขกอีกสองห้องก็ไม่พบแม้แต่เงา จวบจนมาถึงห้องนอนที่คาดว่าจะได้พบกับคนรักของเขาในห้องนี้แน่ แต่ก็ว่างเปล่า...

 

 

เตียงนอนที่ถูกจัดไว้อย่างดี คลุมด้วยผ้าปูเตียงอีกชั้น เป็นสัญลักษณ์ว่าไม่ได้มีคนเข้ามานอนที่นี่เลย หรืออย่างน้อย มันก็เพิ่งจะถูกเปลี่ยนก่อนหน้านี้ไม่นานนัก

 

 

 

“เลฟ... เจ้าอยู่ที่ไหน?”

 

 

 

จากความงุนงงและประหลาดใจในทีแรก  กลายเป็นความกระสับกระสายกระวนกระวาย แวมไพร์เจ้าของบ้านเดินตามหาคนรักของตัวเองที่จู่ ๆ ก็หายตัวไปจากบ้านเสียเฉย ๆ ด้วยความร้อนใจ แม้ว่าเมื่อไปยังห้องใต้หลังคา หรือ ห้องใต้ดิน เขาก็ไม่พบแม้แต่เงา

 

ตอนที่เขาเปิดเข้าไปยังห้องซักผ้าที่ได้ยินเสียงน้ำ เขาก็พบแต่เพียง บี  เมดรับใช้คนที่สามของเขาซึ่งกำลังหยิบผ้าออกมาจากตะกร้าลงซักตามหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งเมื่อนางเห็นเขา ก็ละมือจากงานตัวเองแล้วตรงเข้ามาทำความเคารพ แล้วเงยหน้าขึ้นมองนิ่ง ยืนรอเหมือนต้องการจะบอกอะไรบางอย่างกับเขา

 

 

 

“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเลฟหายไปไหน?”

 

 

 

“...”

 

 

 

เมดที่เป็นตุ๊กตาหุ่นเชิด อันเกิดจากซากศพที่เหมือนมีชีวิตนั้นไม่สามารถพูดจาโต้ตอบได้ และไม่สามารถให้คำตอบเขาได้อยู่แล้ว ซึ่งลูเซียสรู้ความจริงข้อนี้ดี สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ เสียงพูด หากแต่เป็นการแสดงท่าทีว่ารับรู้และพร้อมจะให้คำตอบกับเขาได้

 

 

 

บีขยับเข้ามาใกล้เขาเกือบชิด หญิงสาวดึงริบบิ้นที่ผูกอยู่ ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อลง แล้วแหวกคอเสื้อออก ผิวขาวซีดที่บางเสียจนมองเห็นรอยเส้นเลือดใต้ผิวชัดเจนปรากฎสู่สายตา

 

 

 

เพราะไม่สามารถที่จะตอบคำถามได้ด้วยเสียงพูด สิ่งเดียวที่จะทำให้เห็นภาพได้ทั้งหมดโดยที่ไม่ต้องเขียนอธิบาย ก็คือ การดูดเลือดเพื่อดูความทรงจำ

 

 

 

ทันทีที่คมเขี้ยวกดลงไปบนผิว และเลือดหยดแรกสัมผัสกับปลายลิ้น ภาพเรื่องราวทั้งหมด ที่เป็นมุมมองจากสายตาของเจ้าของเลือดก็ปรากฎเข้ามาในหัวเหมือนเป็นภาพเรื่องราวที่ไม่ปะติดปะต่อกันนัก ลูเซียสขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะผละออกมาเมื่อไม่พบคำตอบที่เขาต้องการ แล้วเดินออกจากห้อง โดยที่มีคนที่เขาเพิ่งดูดเลือดเมื่อครู่เดินตามหลังมาด้วย

 

 

 

ต่อจากบี ก็เป็นจีที่อยู่ในครัว ทั้งสองคนมีหน้าที่ในบ้านแตกต่างกัน ดังนั้นมุมมองของสายตาและช่วงเวลาในการอยู่ในห้องต่าง ๆ ก็จะไม่เท่ากันด้วย ทั้งสองคนมีภาพปกติยาวทำงานบ้านของตนเอง ซึ่งจะพบกับคนรักของเขาเข้ามาในภาพบ้างเป็นครั้งคราว แต่ต่างจบลงที่ความทรงจำสุดท้าย เลฟบอกให้ทั้งสองคนกลับร้านไปได้

 

 

 

บี ดูแลงานทำความสะอาดส่วนชั้นบนบ้านและซักผ้า

 

 

จี ดูแลทำความสะอาดชั้นล่างของบ้านและช่วยเรื่องการจัดหาของเข้าบ้าน

 

 

 

คงเหลือแต่ เค...

 

 

คนที่ดูแลบริเวณรอบนอกของบ้านทั้งหมดและงานส่งจดหมาย

 

 

 

เมื่อออกจากครัวมาพร้อมกับเมดทั้งสอง เคก็ไม่ได้ยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว แต่เสียงกวาดใบไม้ภายนอกก็เป็นการบอกตำแหน่งของเจ้าตัวได้ดี ลูเซียสรีบเปิดประตูออกไป และทันทีที่เห็นว่าเจ้าตัวอยู่ที่ไหนก็พุ่งเข้าไปคว้าตัวไว้ทันที

 

 

 

“เค... เหลือเจ้าอีกแค่คนเดียว ข้าหวังว่าเจ้าที่ข้ามอบหมายงานสำคัญให้มาตลอดจะตอบคำถามข้าได้ดีกว่าอีกสองคนนั่น”

 

 

 

โดยไม่รอให้ร่างตุ๊กตาได้ประเมินผลคำพูดนั้น คอเสื้อถูกมือแกร่งฉีกกระชากออกจนขาดแยกออกจากกัน ก่อนที่ร่างสูงจะโน้มใบหน้าลงแนบริมฝีปากฝังเขี้ยวลงไป แม้ว่าจะถูกกระทำอย่างจาบจ้วงและรุนแรง แต่เมดรับใช้ก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ต่างจากเดิมและยืนนิ่งให้ผู้เป็นนายได้ดื่มเลือดของตน

 

 

ทุกอย่างแทบจะเหมือนกับเมดรับใช้อีกสองคน ลูเซียสไม่พบอะไรผิดปกติในการปฏิบัติงานของเค ซึ่งความทรงจำก็จบลงที่ เลฟบอกให้นางกลับร้านไปเช่นกัน

 

 

เกือบจะผละริมฝีปากออกแล้ว... หากไม่เห็นภาพที่เหมือนย้อมด้วยสีแดงในวันรุ่งขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเมดทั้งสองที่ทำงานในบ้าน

 

 

เคพบกองเลือดกองหนึ่ง... ดูเหมือนจะเป็นแอ่งขนาดใหญ่บนพื้น  ซึ่งไม่ได้โดนใบไม้ปกคลุมเอาไว้

 

 

เลือดยังอุ่นอยู่ตอนที่นางก้มลงไปแตะ...

 

 

 

แล้วนางก็ยกนิ้วนั้นขึ้น ป้ายลงบนริมฝีปาก...

 

 

 

 

“....!”

 

 

ลูเซียสสะดุ้งและผละออกจากลำคอของเมดรับใช้ด้วยอาการเกือบจะเหมือนถูกแทงให้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่ไม่มีบาดแผลใด ๆ เกิดขึ้น แต่ความรู้สึกแวบเดียวเพียงไม่กี่วินาทีนั้นก็เสียดแทงจนก่อให้เกิดความเจ็บปวดจนต้องนิ่วหน้า ร่างสูงหลับตาลงครู่หนึ่ง ราวกับจะซึมซับภาพที่เข้ามาในหัวเพียงฉากเดียวนั้น

 

 

ความผิดปกติของกลิ่นอายโดยรอบและความเงียบสงัดเกินไปนั้นส่งสัญญาณบอกเหตุบางอย่างแต่แรก เขากลับมองข้ามและไม่ใส่ใจ เพราะอยู่ในความกระวนกระวายนั้น ตอนนี้เขาได้คำตอบนั้นแล้ว

 

 

สิ่งที่ทำให้เขากระวนกระวายมากที่สุด มากเสียจนกลายเป็นความกังวลและก่อให้เกิดความกลัวขึ้นในจิตใจ

ไม่ใช่ความปลอดภัยของตัวเขาเอง แต่เป็นของอีกคนที่ควรจะอยู่ในบ้านตอนนี้ต่างหาก...

 

 

 

เลฟ... ลีเวียธาน ลิธช์

 

 

คนรักของเขา...

 

 

 

ภาพความสับสนที่เห็น กลุ่มคนที่มองเห็นหน้าไม่ชัด เสียงตะโกนออกคำสั่ง เสียงพูด เสียงหอบหายใจ เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงฉ่ำแฉะยามที่อาวุธถูกเสียบแทงลงไปบนบนผิวหนังและเลือดสาดกระเซ็นออกมา แล้วภาพทั้งหมดก็ค่อย ๆ พร่าเลือนแล้วถูกย้อมด้วยสีแดงฉานทั้งหมด ก่อนที่จะมืดสนิท...

 

 

เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยิน ...

 

 

“ลุคซ์...”

 

 


 

 


“พวกเจ้า... ปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นที่นี่...”

 

 

เสียงที่พึมพำในลำคอ ไม่ใช่คำถาม แต่เหมือนพยายามเค้นคำอย่างยากลำบาก เขาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร ระหว่างเจ็บปวด เสียใจ หวาดกลัว หรือ โกรธ ทุกอย่างมันอัดแน่นอยู่ในหัวเขาไปหมดจนไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ หัวใจของเขาเจ็บปวด

 

 

ลูเซียสไล่สายตามองเมดรับใช้ทั้งสามที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาเรียงคน สายตาคม และน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้นตามลำดับตามโทสะที่เพิ่มมากขึ้น

 

 

“ข้าถามว่า พวกเจ้าปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ที่นี่ได้อย่างไรกัน! แล้วเลฟอยู่ที่ไหน?!!”

 

 

 

มันไม่ใช่ความผิดของพวกนางหรอกที่ปกป้องคนรักของเขาไว้ไม่ได้...

 

ไม่ใช่เลย...

 

 

 

มันเป็นความผิดของเขาเองที่ไม่ได้กลับมาที่นี่แต่แรก

 

ไม่ได้กลับมาในยามที่คนรักของเขาต้องการเขามากที่สุด

 

 

 

ถ้าหากว่าเลฟตาย...

 

 

 

คนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้...

 

ไม่ใช่พวกนางทั้งสามคน...

 

 

ไม่ใช่...

 

 

ไม่...

 

 

 

 

 

แล้วภาพทั้งหมดก็ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานอีกครั้ง ลูเซียสไม่รู้สึกตัวจวบจนกระทั่งได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นมา

 

 

 

 

 

 

“พอได้แล้ว! ลุคซ์!”

 

 

กระพริบตาอีกครั้งหนึ่ง ภาพก็กลับมาเป็นเป็นปกติ ความรู้สึกเปียกชื้นบนมือทั้งสองข้างทำให้เขาก้มลงไปมอง ของเหลวสีแดงสดย้อมตั้งแต่มือของเขาลงไปยันท่อนแขน ทำเอาแขนเสื้อเป็นรอยแต้มด่างดวงสีแดง และสาเหตุก็ไม่ได้มาจากใครอื่น...

 

 

ร่างของเคที่ยังคงยืนอยู่จวบจนตอนนี้นั้นคุกเข่าทั้งสองข้างลงบนพื้น เลือดที่พุ่งกระเซ็นในตอนแรกนั้นค่อย ๆ ไหลลงมาจากลำคอที่ส่วนหัวขาดหายไป ซึ่งไม่ได้หายไปไหน แต่กลิ้งอยู่บนพื้น แทบเท้าของบีที่ยืนอยู่ตรงนั้น ซึ่งไม่ได้ก้มลงมอง แต่เงยหน้ามองเลยไปยังด้านหลังของเขาที่เหนือขึ้นไป

 

 

ส่วนตรงหน้าของเขา จียังคงยืนอยู่ แม้สายตาของนางจะมองเลยไปยังจุดเดียวกับที่บีมอง แขนเสื้อนั้นเปียกชุ่มไปด้วยเลือด แต่นางไม่มีทีท่าว่าจะทุรนทุรายใด ๆ ไม่มีการต่อสู้ป้องกันตัว หรือ คิดหนี เหมือนพร้อมจะเป็นคนถัดไปโดยไม่ขัดขืน หากว่าความบ้าคลั่งของเขาไม่ถูกหยุดเอาไว้เสียก่อน...

 

 

 

ลูเซีย...”

 

 

 

ร่างบอบบางของหญิงสาวที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนคาคบไม้ที่อยู่สูงขึ้นไป ริมฝีปากที่ถูกเคลือบด้วยลิปสติกสีสดยกยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินชื่อเรียกของตนเอง ดวงตาที่หรี่ลงภายใต้แพขนตายาวนั้นปรายมองลงต่ำ

 

 

 

นั่นคือ ลูเครเซีย เอียสเตอ ลิธช์...

 

พี่สาวของลูเซียส

 

 

 

เจ้าของใบหน้าที่คล้ายคลึงเสียจนแทบเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว เหมือนภาพที่ส่องกระจก แต่ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ก็คือ ดวงตาสีทับทิมวาวโรจน์ที่จ้องมองมายังเขาตอนนี้ ลูเครเซียมีดวงตาสีแดงอยู่แล้วในยามปกติ แม้จะไม่ได้เข้าสู่อารมณ์บ้าคลั่งอย่างเขาก็ตาม ซึ่งต่างจากเขาที่ตอนนี้ มันกลับกลายเป็นสีเขียวเทาเช่นเดิมเมื่อถูกขัดจังหวะจากการระบายอารมณ์เมื่อครู่

 

 

“ไม่ได้พบกันเสียนาน จนพี่คิดว่าเราจะไม่ได้พบกันแล้วเสียอีก...” หญิงสาวว่าก่อนจะกระโดดลงมาจากต้นไม้ แล้วเดินมาหยุดยืนตรงหน้าร่างสูงเงยหน้าจ้องมองสายตาคมอย่างไม่สะทกสะท้าน มือเรียวเอื้อมไปวางบนไหล่หนา ก่อนจะออกแรงกดลงเบา ๆ  แล้วค่อย ๆ แรงขึ้นจนปลายเล็บแทบฝังลงไปบนผิวใต้เนื้อผ้า

 

 

“เจ้ายังอารมณ์ร้อนไม่เปลี่ยน... พี่พอเข้าใจ แต่ถ้าเจ้ายังขืนทำร้าย เด็ก ๆ ที่น่ารักของพี่อีกคนล่ะก็... เห็นที... พี่คงปล่อยเจ้าไว้เฉย ๆ ไม่ได้”

 

ริมฝีปากและใบหน้าของหญิงสาวยังคงแย้มยิ้ม หากแต่สายตาที่จ้องมองมา ลูเซียสรู้ว่านางเอาจริง

 

 

“ลูเซีย... เกิดอะไรขึ้นที่นี่ แล้วเลฟ... เลฟเป็นอย่างไรบ้าง? เกิดอะไรขึ้นกับเขา... ข้าเห็น...”

 

 

ลูเซียส ระล่ำระลักถาม หากแต่ไม่ทันพูดจบ กลับถูกน้ำเสียงเฉียบคมนั้นขัดขึ้นเสียก่อน

 

 

“มาถึงเจ้าก็เอาแต่ร้องหาแวร์วูล์ฟนั่นไม่หยุด...”

 

 

“ระวังปากของท่านด้วยพี่ข้า เลฟเป็นเมียข้า... ไม่ใช่แวร์วูล์ฟนั่น” ร่างสูงเอ่ยเสียงเข้ม โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้าและสายตาที่จ้องมองมายังเขา และน้ำเสียงตอนที่พูดคำว่า แวร์วูล์ฟ ของพี่สาวตนเอง หากแต่นางไม่ได้เกรงกลัวกับน้ำเสียงและสายตาขู่ที่จ้องมองมานั้น กลับกันแล้ว ลูเครเซียหัวเราะเบา ๆ พลางยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนจะยกยิ้มให้เขาเช่นเดิม

 

 

“นั่นสินะ... เลฟ... ลีเวียธาน คอนติ  ชื่อเดิมของคนรักเจ้า” ลูเครเซียเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนท่องบท ราวกับจะช่วยเตือนความจำ “แล้วก็... ผู้อาวุโสแวร์วูล์ฟ อัลวาโร คอนติ ... ชื่อนี้พอจะคุ้นหูเจ้าบ้างไหม?”

 

 

“อัลวาโร? พี่ชายของเลฟมาเกี่ยวอะไรด้วย?” ลูเซียสขมวดคิ้วมุ่น “ลูเซีย... ข้าขอร้อง อย่าเล่นลิ้นกับข้าตอนนี้”

 

 

“การแก้แค้นอย่างไรล่ะ” ลูเครเซียยิ้มหวาน “ลุคซ์... ลุคซ์เอ๋ย... เจ้าหายไปนานเกินกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่สินะ แต่เอาเถอะ เรื่องความเป็นความตายของคนอื่นนอกจากคนรักของเจ้า เจ้าคงไม่สนใจ”

 

หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ โคลงหัวเล็กน้อย ก่อนจะเดินวนรอบเขาช้า ๆ โดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากเขา และริมฝีปากที่แย้มยิ้มนั้นก็เอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาพรั่งพรูราวสายน้ำไหล

 

 

 

“สงครามได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และการปะทะกันนั้นก็รุนแรงเสียจนเกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะในกำแพงป้อมปราสาท หรือนอกกำแพงป้อมปราสาท ก็ไม่มีที่ใดปลอดภัยอีกแล้ว...

 

ทั้งในเมือง ชายป่า ทุ่งนา หรือ ภูเขา... ไม่มีที่ใดที่จะหลีกหนีพ้น หากว่าเจ้ายังคงยืนอยู่บนดินแดนแห่งนี้  ไม่ว่าจะมนุษย์ แวร์วูล์ฟ หรือ แวมไพร์ ศัตรูของพวกเราทั้งหมดที่ถูกความมืดครอบงำนั้นน่ากลัวเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ...”

 

“ช่างน่าสงสารเสียจริง...” ลูเครเซียเดินวนจนมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าลูเซียสอีกครั้ง มือเรียวที่เย็นเฉียบนั้นประคองที่ข้างแก้มเขาแล้วลูบเบา ๆ ราวกับจะปลอบประโลม ถึงแม้สีหน้าและน้ำเสียงของนางจะบ่งบอกความเสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่แววตาที่ระยิบระยับแบบนึกสนุกนั้น ใช่ว่าเขาจะดูไม่ออก...

 

 “น่าสงสาร... อดีตอัศวินแวมไพร์และอดีตอัศวินแวร์วูล์ฟที่คิดว่า เมื่อพวกเขาลาออกจากตำแหน่ง ละทิ้งทุกสิ่งอย่าง ไม่ยุ่งกับการสู้รบทั้งหลายทั้งปวงแล้ว พวกเขาจะปลอดภัย พวกเขาจะมีความสุข พวกเขาจะได้รับข้อยกเว้นจากเหตุการณ์ในครั้งนี้... ไม่มีทางหรอกที่ใครจะตามหาพวกเขาเจอ ไม่มีทางหรอกที่ภัยจากสงครามจะยื่นมือมาถึงแล้วขย้ำพวกเขาจนแหลก... ไม่หรอก... ไม่เลย...”

 

 

ลุคซ์ไม่สามารถเอ่ยอะไรออกมาได้ นอกจากฟังถ้อยคำเชือดเฉือน ที่พี่สาวของเขาบรรจงจีบปากจีบคอประชดประชันใส่ต่อหน้า เพราะสิ่งที่นางพูดนั้นเป็นเรื่องจริงแทบทุกอย่าง

 

 

“มันไม่ได้ยากเย็นอะไรที่พวกเขาจะค้นหาที่นี่เจอหรอกลุคซ์... ที่นี่... บ้านหลังน้อยน่ารักที่ตั้งในป่าลึกหลบเลี่ยงจากผู้คน  โดยเฉพาะ เมื่อพวกเขามีเป้าหมายชัดเจนล่อตาล่อใจ ทั้งยังอยู่คนเดียวในตอนนั้น

เลฟ... คนรักของเจ้า น้องชายของผู้อาวุโสแวร์วูล์ฟ

 

มันไม่ใช่เรื่องยากเลย... หากพวกเขาคิดจะลอบทำร้ายหรือแม้แต่สังหารคนคนนั้นที่นี่ โดยไม่มีใครล่วงรู้หรือหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ได้ทันท่วงที มันน่าสนใจออกไม่ใช่หรือ หากว่ากลิ่นเลือดและความตายของน้องชายสุดที่รักจะลากให้พี่ชายของเขาที่ถ่อมาจนถึงที่นี่เพื่อขอร้องน้องชายของเขาให้กลับไปอยู่ด้วยกันนั้นได้พบกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แลกกับความเจ็บปวดและความสูญเสียที่พวกเขาล้วนแต่พบเจอมาก่อนหน้านี้...”

 

 

 

“ทำไม...” ลูเซียสคำรามรอดไรฟัน มือกำแน่นจนเห็นข้อนิ้วซีดขาว ปลายเล็บกดลงไปในเนื้อเสียจนเลือดซึม “ท่านพี่.. อยู่ในเหตุการณ์นั้น ตอนที่พวกมัน...”

 

 

 

“ใช่, ทำไม? เจ้าอยากทำกับข้าเช่นที่เพิ่งทำกับเคไปหรืออย่างไร?” ลูเครเซียเอ่ยเสียงเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติ สรรพนามแทนตัวนั้นเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อไม่ได้อยู่ในน้ำเสียงที่อ่อนโยน ที่จริงแล้วประโยคหลังออกจะเจือเสียงหัวเราะขำด้วยซ้ำ เมื่อพูดถึงสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไปกับเมดรับใช้ของเขา...

 

 

 

ตุ๊กตาที่เปรียบเสมือนลูกของนาง ที่ถูกออกคำสั่งให้คอยดูแลรับใช้เขาทุกเรื่องโดยไม่มีข้อแม้

 

 

 

“ไม่ใช่... แต่...” ลูเซียสเสตาลงมองพื้น ความรู้สึกว้าวุ่นใจและสับสน ร่างสูงเม้มปาก กัดริมฝีปากล่างเสียจนแทบจะลิ้มรสเลือดได้

 

 

 

หลังจากปล่อยให้คนตรงหน้าคาดเดาไปต่าง ๆ นานา ลูเครเซียก็ยิ้มออกมา นางรู้ว่าสิ่งที่น้องชายของนางคิดและความรู้สึกของเขาต่างตีกันในหัวจนยุ่งไปหมด โดยเฉพาะ หากเขาคิดว่านางเป็นคนปล่อยให้คนรักของเขาตายโดยไม่ให้ความช่วยเหลือใด ๆ เขาคงอยากฉีกนางเป็นชิ้น ๆ แต่ก็คงรู้ดีว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้...

 

 

ใช่...

 

ก็เขาเป็นน้องชายที่น่ารักของนาง

 

 

“ลุคซ์ที่น่ารัก... ใช่... ข้าอยู่ที่นี่ตอนที่เกิดเหตุการณ์นั้น แต่ก็ใช่ว่าข้าจะใจร้ายใจดำขนาดไม่ยอมทำอะไรเลยแล้วปล่อยให้คนรักของเจ้าถูกฆ่าตาย ข้าเพิ่งมาถึง พอดีกับที่ทันได้เห็นเขาถูกทำร้ายจนสาหัส ที่ที่ข้าอยู่ คือที่ที่เจ้าเห็นข้าเมื่อครู่ และข้าไมมีเวลามากพอที่จะทันทำอะไรได้ อัลวาโรและทหารแวร์วูล์ฟใต้บัญชาของเขาก็มาถึงที่นี่พอดี เจ้าคงเข้าใจว่าเข้าเองไม่อยากจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องของพวกทหารแวร์วูล์ฟ ....ถึงแม้ว่าเกือบจะสายไป แต่อย่างน้อย มันก็ดีกว่าเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณของน้องชายเขา”

 

 

“ท่านหมายความว่า เลฟยังไม่ตายใช่ไหม?” น้ำเสียงของลูเซียสดูเหมือนจะสั่นเครือ แต่ก็เหมือนจะแช่มชื้นขึ้น นางยังสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังจ้องมองสบสายตากลับมา ลูเครเซียยิ้มบาง น้องชายที่น่ารักของนาง กลายเป็นเฉกเช่นพวกลูกหมาที่ถูกเลี้ยงจนเชื่องเสียแล้ว...

 

 

แต่ก็เอาเถิด...

 

 

“อาจจะใกล้เต็มทีแล้วก็ได้... ข้าได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอย่างแผ่วเบาและอ่อนล้าเหลือเกิน” ปลายนิ้วของลูเครเซียแตะบนริมฝีปากลุคซ์ ไม่ให้เขาพูดอะไรออกมาอีก ก่อนที่นางจะพูดจบ “แต่เจ้าคงรู้ดีแก่ใจ... ลุคซ์... อัลวาโรคงไม่ยอมปล่อยให้เขาตายเป็นแน่ ข้าเชื่อว่าตอนนี้เขาคงกำลังให้พวกคนที่ถูกเรียกไปใช้ในการรักษามากมายนั่นพยายามยื้อลมหายใจของเลฟอย่างสุดชีวิต”

 

 

“ข้า... จะติดท่านเอาไว้ก่อนนะลูเซีย แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น” ลูเซียสส่ายหน้าให้กับคำพูดที่เหมือนจะตัดความหวังเขาในตอนแรก กับพยายามจะให้ความหวังเขาอีกในตอนสุดท้าย ก่อนจะดึงตัวหญิงสาวเข้ามากอดแน่น แล้วซบหน้าลงกับบ่าเล็ก เหมือนเด็กที่ต้องการให้แม่ปลอบใจยามที่จิตใจบอบช้ำ

 

 

“เจ้ายังจะพยายามร้องไห้อีกหรือลุคซ์? แวมไพร์อย่างพวกเราไม่มีน้ำตาหรอก” เสียงลมหายใจสะดุด และท่าทีที่ต้องการที่พึ่งพิงของน้องชาย ทำเอาลูเครเซียยิ้มออกมาอีกรอบ ก่อนจะค่อย ๆ ลูบผมสีบลอนด์ของอีกฝ่ายเบา ๆ  “ถึงเจ้าจะเจ็บปวดจนแทบอยากตาย... แต่ก็ตายไม่ได้หรอกหากว่าไม่ได้ถูกตัดคอหรือแทงเข้าจนทะลุหัวใจ... เพราะฉะนั้น อย่าทำเหมือนว่าเจ้าจะตายลงตรงหน้าพี่ตอนนี้เลย”

 

 

ร่างสูงกอดร่างบางเอาไว้ครู่หนึ่ง จนรู้สึกสงบลงแล้ว จึงเอ่ยขึ้นแผ่วเบาราวกระซิบข้างหูของหญิงสาว แล้วผละออก

 

 

 

“ช่วยเอาพวกนางกลับไปกับท่านด้วย... เรื่องนี้... หลังจากนี้ข้าคงขอจัดการด้วยตัวของข้าเอง”

 

 

“เจ้าไม่บอก ข้าก็ต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้ว” ลูเครเซียพูดจบ เมดรับใช้ทั้งสองที่ยืนรออยู่แล้วก็เดินเข้าไปอุ้มร่างที่ล้มลงนอนอยู่บนพื้น และหอบเอาชิ้นส่วนของส่วนหัวที่อยู่ในกองเลือดประคองไว้ในอ้อมแขน แล้วรอรับคำสั่งจากนายหญิงของพวกตนต่อ

 

 

ลูเครเซียตรวจดูความเรียบร้อยของร่างตุ๊กตารับใช้นั้น ประเมินความเสียหายแล้วอดเคืองในใจลึก ๆ ไม่ได้ แม้ว่าผู้กระทำจะเป็นน้องชายของนางเองก็ตาม

 

 

นางเกลียดพวกที่ชอบทำให้ตุ๊กตาของนางเสียหายจริง ๆ ...

 

 

 

“กลับบ้านเราเสียเถิด... ลุคซ์ ...ท่านพ่อกับท่านแม่ฝากเตือนเจ้ามา หากว่าเจ้าไม่ใช่อัศวินแล้ว ที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ของเจ้า” นี่คือสิ่งสุดท้ายที่นางคงจะบอกได้ หากว่าจะพอช่วยเตือนให้น้องชายของนางฉุกคิดขึ้น แต่นางรู้ดีแก่ใจ และนางก็รู้ดีว่าพวกเขาที่ฝากคำพูดมากับนางคงรู้ดีเสียยิ่งกว่า ว่าคำตอบที่จะได้รับนั้นควรเป็นเช่นไร

 

 

 

“นั่นมันเป็นเรื่องที่ข้าจะตัดสินใจเอง หลังจากที่ข้าสะสางธุระที่นี่ให้เสร็จก่อน”

 

 

“ตามแต่ใจเจ้าเถิด...” ลูเครเซียส่ายหน้าเบา ๆ ระอาใจกับความดื้อแพ่งเสียเหลือเกินของคนตรงหน้า ก่อนที่จะเขย่งเท้าขึ้น แนบริมฝีปากจูบบนเรียวปากนั้นเบา ๆ แล้วผละออก “โชคดี น้องชายที่น่ารักของข้า ข้าหวังว่าเราจะได้พบกันใหม่ในเร็ววัน”

 

 

“โชคดี... ลูเซีย ข้าขอเสียมารยาทไม่ไปส่งท่าน” ลูเซียสว่าแล้วโค้งให้เล็กน้อย ก่อนจะมองดูพี่สาวของเขาและบรรดาเมดรับใช้เดินหายลับไปในความมืด

 

 

 

ที่หมายของเขาต่อไปหลังจากนี้...

 

 

คฤหาสน์ของผู้อาวุโสแวร์วูล์ฟ...

อัลวาโร คอนติ

 

 

 

 

 

-----------------------------------------------------------

 

 

 

 

 

 มีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อย... และลูกสะใภของเราถูกทำร้ายจนเกือบตาย ซึ่งก็เกือบตายไปแล้วจริง ๆ ...

 

ยังไงก็ต้องขอบคุณมากนะครับ ที่ยังไม่ฆ่าเลฟ

 

เรารักสะใภ้มากนะ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นผปค.ที่ไม่ได้เรื่อง และลูกชายเราก็ไม่ได้เรื่องพอ ๆ กัน


ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะครับ

 

ขออภัยสำหรับฟิคที่ค่อนข้างสับสนด้วย เพราะเราเองก็อยู่ในอารมณ์เดียวกัน


 

 

 

 

แล้วก็... แย่จริง

 

ไม่ได้เช็คอีเว้นท์อะไรเลยนานเกินไปจนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร

 

จนแม่งานจะงับหัวแล้วสินะ?


 

//พราก


 

//กลิ้งหนีย์จากไปช้าๆ (?)


 

 

 

 

edit @ 30 Apr 2013 19:33:02 by Rima